วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ไฟไหม้ฟ้า - ภาพที่คนในที่อื่นๆ นอกพื้นที่ มาบตาพุด ไม่เคยสัมผ้ส
เพื่อนชุมชน - ความจริงใจแค่เปลือก แล้ว...หลอกลวง

กรุงเทพฯ--9 ก.ย.--ปตท.
ดร.วีระพงษ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิด “ศูนย์เพื่อนชุมชน” ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีที่ปรึกษากิติมศักดิ์ กลุ่มเพื่อนชุมชน ได้แก่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ดร. มอลลี่ เพยฟาง ชาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด และบริษัทร่วมทุนระหว่างเอสซีจี กับบริษัท ดาว เคมิคอล มร. เอซ่า เฮสคาเน่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทโกลว์ วีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานกลุ่มเพื่อนชุมชน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท เคมิคอล และ ชลณัฐ ญาณารณพ รองประธานกลุ่มเพื่อนชุมชน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมในพิธีเปิด
ศูนย์เพื่อนชุมชน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนหนองแฟบ ต.มาบตาพุด จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารของกลุ่มอุตสาหกรรมและชุมชนฯ โดยมี นายอนุลักษณ์ ถนอมสิทธิกุล ซึ่งเป็นชาวบ้านฉาง รับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ พร้อมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมความปลอดภัย และพนักงานประจำคอยอำนวยความสะดวกแก่ชุมชน โดยเปิดทำการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00 — 17.00 น. และสามารถติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ 038-685-666
กลุ่ม “เพื่อนชุมชน” เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความจริงใจ จริงจัง มุ่งมั่นแก้ปัญหาร่วมกัน ด้วยการถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และตรวจสอบดูแลกันเอง โดยความมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ในระยะเริ่มต้น มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเข้าร่วมกลุ่มแล้วทั้งสิ้น 5 บริษัท ได้แก่ ปตท. เอสซีจี บีแอลซีพี โกลว์ ดาว เคมิคอล และจะขยายความร่วมมือไปยังโรงงานอื่นๆ รวมถึง ในระยะต่อไปจะเชิญชวนภาครัฐ และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมอย่างโปร่งใส เพื่อให้ระยองเป็นบ้านที่น่าอยู่ของชุมชน
วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ยื่นหนังสือร้องเรียน เรื่องโรงแยกก๊าซใหม่ ปตท. เสี่ยงก่อหายนะภัย กับ นายกอภิสิทธิ์ อีกครั้ง 20 พ.ย. 53
ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2552 ในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งโครงสร้างพิเศษสำคัญในโครงการต่างๆ ของ ปตท. จำนวนมาก พบว่า “ละเลยเรื่องความแข็งแรงมั่นคงในส่วนงานฐานราก” ทั้งที่ก่อสร้างบนพื้นที่ปรับถมดินใหม่ และหลายโครงการอยู่บริเวณหมู่บ้านหนองแฟบ ชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ว่าเป็นหนองน้ำ แต่ในการก่อสร้างกลับไม่ตอกเสาเข็ม อ้างว่า ถมดินบดอัดแน่นดีแล้ว ทดสอบดินแล้ว เป็นการสมยอมของภาครัฐ ที่เอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม ที่เร่งรัดเร่งรีบ เพื่อแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ในส่วนของตน จนมีการเลียนแบบ ไปยังโครงการอื่นๆ มากมาย และในเวลาไม่กี่ปี จะมี หลายร้อย หลายพัน โรงงาน ทำแบบเดียวกันกับ ปตท. สร้างโรงงาน โดยปราศจากความแข็งแรงมั่นคง ถมที่เสร็จขุดหล่อฐานรากโดยไม่ต้องตอกเสาเข็ม โดยอ้างว่า ดินถมแข็งแรงมาก อ้างมีการทดสอบดินแล้ว เพราะทำให้โครงการเสร็จเร็วขึ้น 6-8 เดือน แต่กลับทิ้งความเสี่ยงให้ผู้คนประชาชน พนักงานในโรงงาน โรงงานอื่นๆ สภาวะแวดล้อม ไปจนตลอดอายุการใช้งานโรงงาน 25-30 ปี – สรรพสิ่งตั้งมั่นคงอยู่ได้หรือล้มลง ด้วยเพราะมีเหตุมีปัจจัย ตามกฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ อิทัปปัจจยตา
แม้อ้างว่าได้รับการอนุมัติก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก่อสร้างไม่แข็งแรง-ไม่ตรงกับการออกแบบ ทั้งที่ทุกหน่วยงานภาครัฐรับรู้ แต่คงจะดันทุรังไม่ใส่ใจ โดยมีชีวิตของผู้คนประชาชนจำนวนมากเป็นเดิมพัน – เพราะโรงแยกก๊าซ ปตท. มีคลังก๊าซแอลพีจีขนาด 4,200 คันรถ ทรุดพังไฟไหม้ระเบิดลุกลามควบคุมไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตผู้คนประชาชน และประเทศไทย
การเร่งรัดจัดหาเครื่องมือ-สัญญาณเตือนภัย-แนวกันชน แก้ปัญหาปลายเหตุ ระงับเหตุไม่ได้
ภาวนา ... ไม่ให้มีเหตุภัย ถ้าเกิดเหตุสลดเมื่อไหร่ ท่านย่อมหนีความรับผิดชอบไม่ได้ อย่างแน่นอน ... และเจโทร(กรุงเทพ) ซึ่งรับรู้เรื่องนี้ ยังหวังอย่างสูงว่าท่านจะดำเนินการอย่างเหมาะสม แต่ ... ไม่ทำอะไร ไม่มีการตรวจสอบ-ติดตามแต่อย่างใด (นอกจาก ปตท. ชี้แจงว่า แข็งแรงดี?)
ธรรมชาติหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ ใยจึงปล่อยความมักง่ายภาคอุตสาหกรรม ทิ้งความเสี่ยง ให้ผู้คนประชาชน-ประเทศชาติ ที่ฝากไว้กับความแข็งอ่อนของดินที่ทั้งเปียกทั้งแห้งสลับกัน
“วันนี้ ... ท่านยังสามารถสั่งให้มีขบวนการตรวจสอบ-ติดตาม-เสริมความแข็งแรงได้ ...
... เพราะรอจนเกิดเหตุสลดแล้ว เรียกชีวิตผู้คนประชาชนคืนกลับมาไม่ได้”
จากบางส่วนของ คำขออุทธรณ์คำสั่ง - เสนอต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 24 กันยายน 2553 – หวังให้ขบวนการยุติธรรมช่วยชีวิตคนมาบตาพุด
กลุ่มพิทักษ์อากาศสดชื่น มาบตาพุด ระยอง – 20 พฤศจิกายน 53
วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
กรมธุรกิจพลังงาน - ให้ข่าว กดดันศาลปกครอง เรื่องจะดันทุรัง โรงแยกก๊าซที่ 6 มักง่ายประมาท ไม่ตอกเสาเข็ม
เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะ 2 - 3 เดือนที่ผ่านมาประมาณ 9% จะช่วยทำให้ตลอดปีนี้ประเทศไทยจะมีการนำเข้าเชื้อเพลิงทุกประเภทมีมูลค่า การนำเข้าลดลง10% โดยธพ.ประเมินว่า ตลอดปีนี้ประเทศไทยจะมีการนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่ารวม เหลือเพียง 900,000 ล้านบาท หรือลดลง 100,000 ล้านบาทจากปกติในแต่ละปีประเทศไทยจะต้องนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่า1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้แยกเป็นการนำเข้าน้ำมันเพียงประเภทเดียวคิดเป็นมูลค่าปีละ ประมาณ 800,000 ล้านบาท
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวต่อว่า ธพ.กำลังศึกษาและหาข้อสรุปว่าหลังเดือนก.พ.2554 หากรัฐบาลยกเลิกนโยบาตรึงราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มหรือปล่อยให้มีการลอยตัวราคาภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม แต่ให้ตรึงราคาภาครัวเรือน ภาครัฐควรจะมีมาตรการใดมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มโดยล่าสุดได้ตั้ง สมมุติฐานว่าหากให้ตรึงราคาภาคครัวเรือนต่อไป ก็อาจจัดทำเป็นคูปองสำหรับแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มโดยใช้ฐาน ข้อมูลทะเบียนราษฏรเป็นเกณฑ์ในการ คำนวณสัดส่วนการใช้ก๊าซหุงต้มเป็นรายครัว เรือนโดยใช้จำนวนรายชื่อราษฏรในทะเบียนราษฏรเป็นหน่วยวัดค่าเฉลี่ยว่า ครอบครัวใดควรได้รับการจัดสรรคูปองส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้มจำนวนเท่าใดต่อ เดือนเป็นต้น

โรงแยกก๊าซที่ 6 และโรงแยกก๊ําซ อีเทน ไม่ตอกเสาเข็ม
ไม่มีหน่วยงานรัฐ ตรวจสอบ - ติดตาม แต่จะดันทุรังเปิดใช้
แค่ทรุดเพียงเล็กน้อย แนวท่ออาจแตกระเบิด มีคลังก๊าซขนาด 4200 คันรถ
ถ้าระเบิดลุกลามควบคุมไม่ได้ - นึกภาพต่อกันเอง ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!!!
เสาไฟแสงสว่างกลางถนนเหล่านี้ ต่ำกว่าหอต้มหอกลั่น ของโรงแยกก๊าซมาก
ตอกเสาเข็ม 8-10 ม. ลบคำพูดคนหลายคนที่อ้างว่า ดินที่มาบตาพุดตอกเสาเข็มไม่ลง
“หากโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่6ของบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน)สามารถเปิดเดินเครื่องการผลิตได้ในเร็วๆนี้ก็จะช่วยลดการนำเข้า ก๊าซหุงต้มได้จำนวนหนึ่งรวมทั้งหากโครงการติดตั้งเอ็นจีวีในรถแท็กซี่ของ กระทรวงพลังงานระยะแรก 30,000 คันแล้วเสร็จลง ก็จะทำให้ประเทศไทยลดการใช้ก๊าซหุงต้มในรถแท็กซี่ได้อีกเดือนละ 30,000 ตัน ซึงจะทำให้การนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศลดลงจำนวนมาก ส่วนปัญหาการลักลอบขนถ่ายไปจำหน่ายตามาแนวชายแดนผ่านกองทัพมดขณะนี้ได้ลดลง เพราะการตรวจสอบที่เข้มงวดของกรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละจุดผ่าน แดน แต่ยอมรับว่ายังมีการขนถ่ายผ่านประชาชนที่ข้ามไปมาระหว่างกันของประเทศ เพื่อนบ้านซึ่งมีปริมาณไม่สูงมากนัก” นายพีระพล กล่าว
อธิบดีกรม ธุรกิจพลังงาน กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในเดือนก.ย.ที่ผ่านมาพบว่า มีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนส.ค. โดยการใช้น้ำมันเบนซินรวมอยู่ที่ 20.3 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 2% ดีเซลอยู่ที่ 47.4 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 3% การใช้ก๊าซหุงต้ม อยู่ที่ 16,100 ตัน/วัน หรือ 482,000 ตัน/เดือน เพิ่มขึ้น 3% และการใช้ เอ็นจีวี อยู่ที่ 5,300 ตัน/วัน เพิ่มขึ้น 5% โดยคาดว่า ในเดือนต.ค. จะมีการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรที่มีการใช้เพิ่มสูง ขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของทุกปี
“ขณะที่การนำเข้าน้ำมันในภาพรวมใน ไตรมาส ที่3 มีปริมาณรวม 12,419 ล้านลิตร ปรับลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งมีการนำเข้ารวม 13,165 ล้านลิตร หรือ 5.7% มีมูลค่านำเข้ารวม 188,121 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งมีมูลค่า 212,487 ล้านบาทหรือ 11.5% ในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้า ก๊าซหุงต้ม 363,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 7,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 มีปริมาณการนำเข้า 432,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10,500 ล้านบาท ลดลง 16% และ 27% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณ 3,700 ล้านลิตร มูลค่า 59,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 อยู่ 24% และ15% ตามลำดับ”นายพีระพล กล่าว
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/127197
วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เตรียมยื่นหนังสือ เรื่องโรงแยกก๊าซ ปตท. เสี่ยง ให้ นายกอภิสิทธิ์ ซ้ำอีก - 20 พ.ย. 53 ที่มาบตาพุด
ห่วงว่า ... เรื่องนี้ ภาครัฐ จะประเมินผิดซ้ำซาก อีก ประชาชน ต้องเดือดร้อนซ้ำๆ จากการประเมินสถานการณ์ ผิด ค่าชดเชยไม่พอเพียงกับค่าเสียหาย ... ที่มักอ้างกันว่า เป็นเหตุสุดวิสัย - เรื่องนี้ ... รัฐาลจะประเมินผิดพลาดอีกไม่ได้แล้ว เพราะมันจะเป็น หายนะภัย ร้ายแรง ต่อชีวิตผู้คนประชาชนและเศรษฐกิจของชาติระหว่างปี พ.ศ. 2548-2552 ในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งโครงสร้างพิเศษสำคัญในโครงการต่างๆ ของ ปตท. จำนวนมาก พบว่าละเลยเรื่องความแข็งแรงมั่นคงในส่วนงานฐานราก ทั้งที่ก่อสร้างบนพื้นที่ปรับถมดินใหม่ และหลายโครงการอยู่บริเวณหมู่บ้านหนองแฟบ ชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ว่าเป็นหนองน้ำ แต่ในการก่อสร้างกลับไม่ตอกเสาเข็มอ้างว่า ถมดินบดอัดดีแล้ว เป็นการสมยอมของภาครัฐ ที่เอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม ที่เร่งรัดเร่งรีบ เพื่อแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ในส่วนของตน จนมีการเลียนแบบ ไปยังโครงการอื่นๆ มากมาย และในเวลาไม่กี่ปี จะมี หลายร้อย หลายพัน โรงงาน ทำแบบเดียวกันกับ ปตท. สร้างโรงงาน โดยปราศจากความแข็งแรงมั่นคง ถมที่เสร็จขุดหล่อฐานรากโดยไม่ต้องตอกเสาเข็ม โดยอ้างว่า ดินถมแข็งแรงมาก อ้างมีการทดสอบดินแล้ว เพราะทำให้โครงการเสร็จเร็วขึ้น 6-8 เดือน จึงเป็นที่มาว่า ทำไมทางกลุ่มฯ จึงขอให้ การนิคมอุตสาหกรรมฯ และ ปตท. จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบติดตามฯ ขึ้นมา เพราะถ้ามีเหตุสลดจากการทรุดพังของฐานราก ผู้ก่อสร้างฐานรากย่อมหนีจากความรู้สึกผิดบาปไปไม่ได้ – สรรพสิ่งตั้งมั่นคงอยู่ได้หรือล้มลง ด้วยเพราะมีเหตุมีปัจจัย ตามกฎแห่งธรรมชาติ
แม้อ้างว่าได้รับการอนุมัติก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก่อสร้างไม่แข็งแรง-ไม่ตรงกับการออกแบบ ทั้งที่ทุกหน่วยงานภาครัฐรับรู้ แต่คงจะดันทุรังไม่ใส่ใจ โดยมีชีวิตของผู้คนประชาชนจำนวนมากเป็นเดิมพัน – เพราะโรงแยกก๊าซ ปตท. มีคลังก๊าซแอลพีจีขนาด 4,200 คันรถ ทรุดพังไฟไหม้ระเบิดลุกลามควบคุมไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตผู้คนประชาชน และประเทศไทย การเร่งรัดจัดหาเครื่องมือ-สัญญาณเตือนภัย แนวกันชน แก้ปัญหาปลายเหตุ ระงับเหตุไม่ได้
ภาวนา ... ไม่ให้มันเกิด ตลอดอายุการใช้งาน 25-30 ปี เกิดเหตุเมื่อไหร่ ท่านหนีความรับผิดชอบไม่ได้อย่างแน่นอน ... เพราะ เจโทร(กรุงเทพ) รับรู้เรื่องนี้ และหวังว่าท่านจะดำเนินการ
... ธรรมชาติหาความแน่นอนไม่ได้ ใยจึงปล่อยความมักง่ายภาคอุตสาหกรรมลอยนวล
เฉยชาไม่ใส่ใจ ... ไม่เกิน 3 ปี โรงงานสร้างไม่แข็งแรงจะเต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนป้ายโฆษณา
จากบางส่วนของ คำขออุทธรณ์คำสั่งเสนอต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 24 กันยายน 2553 – หวังให้ขบวนการยุติธรรมช่วยชีวิตคนมาบตาพุด
วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ตามไปดู ปตท. ที่อ้างว่า เป็นรัฐวิสาหกิจ เวลาจะให้ดำเนินการ ตรวจสอบความเสี่ยง
|
|
วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกในมาบตาพุด
ไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกในมาบตาพุด
ระยอง 28 ต.ค. - เกิดไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง คนงานวิ่งหนีตายอย่างโกลาหล เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงและรถโฟม จากในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง และจากโรงงานใกล้เคียงนับสิบคัน เข้าฉีดน้ำสกัดเพลิงที่ลุกไหม้ภายในบริษัท อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ จำกัด (มหาชน) ถนนไอ 8 ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คนงานเล่าว่า จุดเกิดเหตุเป็นโรงต้มน้ำหล่อเย็นในกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติก ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น จากนั้นไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ลุกลามไปรอบอาคารโรงงาน แม้คนงานช่วยกันใช้เครื่องดับเพลิงฉีดพ่น แต่ไม่สามารถสกัดเพลิงไว้ได้ ขณะเดียวกัน พนักงานที่กำลังเปลี่ยนกะต่างพากันวิ่งหนีออกมารวมตัวอยู่หน้าประตูโรงงาน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายและผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ล่าสุดรองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้สั่งปิดโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกดังกล่าวที่ถูกไฟไหม้ พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังผลกระทบด้านมลพิษตลอดทั้งคืน. - สำนักข่าวไทย
ระยอง..ไฟไหม้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย
วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ปาหี่ หน้าทีวี ... ถกปัญหาสิ่งแวดล้อมในกระดาษ - ทิ้งความจริง คนมาบตาพุด...เสี่ยงหายนะภัย
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในวันที่ 20 ตุลาคม 2553 รัฐบาลจะจัดเวทีเสวนาออกรายการโทรทัศน์ หรือ ดีเบต เรื่องการแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องประกาศกิจการรุนแรงระหว่างรัฐบาล ภาคประชาชน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 หรือเอ็นบีที ตั้งแต่เวลา 20.00-21.30 น. โดยเบื้องต้นฝ่ายรัฐบาลได้กำหนดตัวบุคคลที่จะร่วมเวทีดีเบตจำนวน 3 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ส่วนตัวแทนจากภาคประชาชน ได้แก่ นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุงรายการโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร
นายสุทธิ กล่าวว่า ในส่วนของตัวแทนภาคประชาชนอาจจะมีการหารือกันนอกรอบก่อน ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ เพราะอยากเห็นการหารือครั้งนี้มีประโยชน์ต่อสาธารณะ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันมากกว่า ไม่อยากเห็นการออกทีวีถกเถียงกัน เหมือนกรณีปราสาทพระวิหาร แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อยุติ โดยประเด็นที่จะต้องหยิบมาหารือผ่านเวทีเสวนา เช่น กระบวนการพิจารณาเพื่อกำหนดพื้นที่โครงการที่อาจก่อผลกระทบรุนแรง ส่วนประเภทโครงการรุนแรง ยังมีเรื่องการกำหนดขนาดกับบางกิจการที่ยังแขวนไว้ เป็นต้น
“ผมไม่กังวลว่าจะเสียเปรียบในการหารือรอบนี้ เพราะคิดว่าเป็นรูปแบบการทำงานใหม่มากกว่า ทั้งไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาล แต่จะพูดเชิงสร้างสรรค์มากกว่า ข้อไหนที่เห็นตรงกันก็ให้สาธารณชนรับทราบ แต่ที่ยังเห็นต่างก็จะไม่ถกเถียง โดยจะดึงมุมที่เห็นต่างกับรัฐบาลออกมา และรัฐบาลต้องชี้ช่องให้เห็นทางออก” นายสุทธิ กล่าว
ด้าน น.ส.สุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สผ. กล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการอย่างน้อย 6 โครงการ ได้ส่งรายงานประเมินผลกระทบสุขภาพในรายงานอีไอเอ (อีเอชไอเอ) ฉบับสมบูรณ์ให้แก่ สผ.พิจารณาแล้ว โดยเป็นโครงการด้านปิโตรเคมี 1 แห่ง และท่าเทียบเรือ 1 แห่ง โดย สผ.เตรียมนัดประชุม คชก.เพื่อพิจารณาโครงการรุนแรงในมาบตาพุด นัดแรกวันที่ 15 ตุลาคมนี้
“กอร์ปศักดิ์” เข้าฉาก...พบประชาชนพื้นที่จังหวัดระยอง

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ดันทุรัง ให้คนมาบตาพุดเสี่ยงตาย โรงแยกก๊าซที่ 6 ปตท.
ปตท.เผยเดินเครื่องโรงแยกก๊าซที่6 พ.ย.นี้
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติโรงที่ 6 จะสามารถเปิดเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะสามารถนำไปใช้ในธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตก๊าซธรรมชาติ ทำให้ลดการนำเข้าของประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม โรงแยกก๊าซฯ ที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานปิโตรเคมีส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าไทยจะยังคงต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีประมาณ 1 ล้านตันต่อปี
ทั้งนี้ปริมาณการนำเข้าก๊าซแอลพีจีจะลดลงหรือไม่ ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลว่าจะเข้ามาจัดการโครงสร้างแอลพีจี และราคาแอลพีจีอย่างไรให้เป็นธรรมต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค
"ราคาควบคุมแอลพีจี ในปัจจุบันเป็นราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันอย่างสูง จึงทำให้การใช้แอลพีจี ยังคงอยู่ในปริมาณสูง"
***
ยังไม่มีการตรวจสอบ-ติดตาม จากภาคส่วนใด นอกจาก นายกอภิสิทธิ์ ที่จะเร่งแก้ไขปัญหาปลายเหตุ โดยจัดเครื่องเตือนภัย และทบทวนให้มีแผนอพยพ ที่มีประสิทธิภาพ เท่านั้น นี่หรือครับ การแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ทั้งที่รู้ว่า โรงงานมีความเสี่ยงสูง แต่จะดันทุรังดำเนินการ เข้าใจครับว่า พวกท่านๆ ของรัฐบาลไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด ...
ตามไปอ่าน เรื่อง
"ปาหี่ มาบตาพุด – ม๊อบตีกันตาย ปตท. ต้องรับผิดชอบ"
http://khonmaptaphut.blogspot.com/2010/09/blog-post_23.html
ข่าวจาก ไทยโพสต์ สื่อน้ำดีแต่เน่า - แล้ววันหนึ่ง ความจริงถูกเปิดเผย ตายไปวิญญาณคงถูกตามไล่ล่า
ข่าวจาก ไทยโพสต์ สื่อน้ำดีแต่เน่า
ฝากจำชื่อคนนี้ไว้ ประสาร มฤคพิทักษ์ ที่ไล่ผมออกมาจากห้อง ในบ้านพิษณุโลกที่ผมพยายาม ชี้แจงเรื่อง มาบตาพุดเสี่ยงหายนะภัย ภาคอุตสาหกรรมมักง่าย
http://maptaphut-news.blogspot.com/2010/10/blog-post_07.html

