วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ไฟไหม้ฟ้า - ภาพที่คนในที่อื่นๆ นอกพื้นที่ มาบตาพุด ไม่เคยสัมผ้ส

ไฟไหม้ฟ้า - ภาพที่คนนอกมาบตาพุด ไม่เคยสัมผัสทางอารมณ์ ถ้ายิ่งมีเสียงรถหวอของดับเพลิง มีเสียงหวอ ของรถฉุกเฉิน สำทับ อะไรเกิดขึ้น กำลังเกิดอะไรขึ้น นี่ล่ะครับบบรรยากาศยามดึกดื่น ที่ผู้คนในที่อื่นๆ ไม่เคยสัมผัส - ถามว่า คนมาบตาพุดกลัวมั้ย!!! หลายคนบอกว่า ปลงแล้ว อะไรจะเกิดก้อเกิด ตายพร้อมๆ กัน เพื่อนร่วมตายเยอะ ตายไม่เหงา

การทดสอบ ระบบของโรงแยกก๊าซที่ 6 ปตท. ที่ไม่ตอกเสาเข็มฐานรากทั้งหมด อ้างว่าดินแข็งถึงแข็งมาก ... เลข 6 คงจะไม่หกคะเมนตีลังกา สร้างหายนะให้ผู้คน นะ!!!

เพื่อนชุมชน - ความจริงใจแค่เปลือก แล้ว...หลอกลวง

ลองดู ... ว่าคนมาบตาพุดอีกคนหนึ่งคิดอย่างไรเห็นอย่างไร กับเพื่อนชุมชน - ถ้ามีใครมาเสแสร้งทำตัวสนิทสนมเป็นเพื่อน แต่ไม่มีความจริงใจ มีศัตรูร้ายกาจ สัก 10 สัก 100 ยังดีเสียกว่า

กรุงเทพฯ--9 ก.ย.--ปตท.

ดร.วีระพงษ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิด “ศูนย์เพื่อนชุมชน” ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีที่ปรึกษากิติมศักดิ์ กลุ่มเพื่อนชุมชน ได้แก่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ดร. มอลลี่ เพยฟาง ชาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด และบริษัทร่วมทุนระหว่างเอสซีจี กับบริษัท ดาว เคมิคอล มร. เอซ่า เฮสคาเน่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทโกลว์ วีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานกลุ่มเพื่อนชุมชน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท เคมิคอล และ ชลณัฐ ญาณารณพ รองประธานกลุ่มเพื่อนชุมชน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมในพิธีเปิด

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ยื่นหนังสือร้องเรียน เรื่องโรงแยกก๊าซใหม่ ปตท. เสี่ยงก่อหายนะภัย กับ นายกอภิสิทธิ์ อีกครั้ง 20 พ.ย. 53

ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2552 ในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งโครงสร้างพิเศษสำคัญในโครงการต่างๆ ของ ปตท. จำนวนมาก พบว่า “ละเลยเรื่องความแข็งแรงมั่นคงในส่วนงานฐานราก” ทั้งที่ก่อสร้างบนพื้นที่ปรับถมดินใหม่ และหลายโครงการอยู่บริเวณหมู่บ้านหนองแฟบ ชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ว่าเป็นหนองน้ำ แต่ในการก่อสร้างกลับไม่ตอกเสาเข็ม อ้างว่า ถมดินบดอัดแน่นดีแล้ว ทดสอบดินแล้ว เป็นการสมยอมของภาครัฐ ที่เอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม ที่เร่งรัดเร่งรีบ เพื่อแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ในส่วนของตน จนมีการเลียนแบบ ไปยังโครงการอื่นๆ มากมาย และในเวลาไม่กี่ปี จะมี หลายร้อย หลายพัน โรงงาน ทำแบบเดียวกันกับ ปตท. สร้างโรงงาน โดยปราศจากความแข็งแรงมั่นคง ถมที่เสร็จขุดหล่อฐานรากโดยไม่ต้องตอกเสาเข็ม โดยอ้างว่า ดินถมแข็งแรงมาก อ้างมีการทดสอบดินแล้ว เพราะทำให้โครงการเสร็จเร็วขึ้น 6-8 เดือน แต่กลับทิ้งความเสี่ยงให้ผู้คนประชาชน พนักงานในโรงงาน โรงงานอื่นๆ สภาวะแวดล้อม ไปจนตลอดอายุการใช้งานโรงงาน 25-30 ปี สรรพสิ่งตั้งมั่นคงอยู่ได้หรือล้มลง ด้วยเพราะมีเหตุมีปัจจัย ตามกฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ อิทัปปัจจยตา

แม้อ้างว่าได้รับการอนุมัติก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก่อสร้างไม่แข็งแรง-ไม่ตรงกับการออกแบบ ทั้งที่ทุกหน่วยงานภาครัฐรับรู้ แต่คงจะดันทุรังไม่ใส่ใจ โดยมีชีวิตของผู้คนประชาชนจำนวนมากเป็นเดิมพันเพราะโรงแยกก๊าซ ปตท. มีคลังก๊าซแอลพีจีขนาด 4,200 คันรถ ทรุดพังไฟไหม้ระเบิดลุกลามควบคุมไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตผู้คนประชาชน และประเทศไทย

การเร่งรัดจัดหาเครื่องมือ-สัญญาณเตือนภัย-แนวกันชน แก้ปัญหาปลายเหตุ ระงับเหตุไม่ได้

ภาวนา ... ไม่ให้มีเหตุภัย ถ้าเกิดเหตุสลดเมื่อไหร่ ท่านย่อมหนีความรับผิดชอบไม่ได้ อย่างแน่นอน ... และเจโทร(กรุงเทพ) ซึ่งรับรู้เรื่องนี้ ยังหวังอย่างสูงว่าท่านจะดำเนินการอย่างเหมาะสม แต่ ... ไม่ทำอะไร ไม่มีการตรวจสอบ-ติดตามแต่อย่างใด (นอกจาก ปตท. ชี้แจงว่า แข็งแรงดี?)

ธรรมชาติหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ ใยจึงปล่อยความมักง่ายภาคอุตสาหกรรม ทิ้งความเสี่ยง ให้ผู้คนประชาชน-ประเทศชาติ ที่ฝากไว้กับความแข็งอ่อนของดินที่ทั้งเปียกทั้งแห้งสลับกัน

“วันนี้ ... ท่านยังสามารถสั่งให้มีขบวนการตรวจสอบ-ติดตาม-เสริมความแข็งแรงได้ ...

... เพราะรอจนเกิดเหตุสลดแล้ว เรียกชีวิตผู้คนประชาชนคืนกลับมาไม่ได้”

จากบางส่วนของ คำขออุทธรณ์คำสั่ง - เสนอต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 24 กันยายน 2553 – หวังให้ขบวนการยุติธรรมช่วยชีวิตคนมาบตาพุด

กลุ่มพิทักษ์อากาศสดชื่น มาบตาพุด ระยอง – 20 พฤศจิกายน 53

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กรมธุรกิจพลังงาน - ให้ข่าว กดดันศาลปกครอง เรื่องจะดันทุรัง โรงแยกก๊าซที่ 6 มักง่ายประมาท ไม่ตอกเสาเข็ม

กรมธุรกิจพลังงาน เผค่าบาทแข็งส่งผลมูลค่านำเข้าน้ำมันทุกชนิดลดลง 1 แสนล้านบาท พร้อมปิ๊งไอเดียแจกคูปองส่วนลดซื้อ ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนหลังหมดมาตรการก.พ.54

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะ 2 - 3 เดือนที่ผ่านมาประมาณ 9% จะช่วยทำให้ตลอดปีนี้ประเทศไทยจะมีการนำเข้าเชื้อเพลิงทุกประเภทมีมูลค่า การนำเข้าลดลง10% โดยธพ.ประเมินว่า ตลอดปีนี้ประเทศไทยจะมีการนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่ารวม เหลือเพียง 900,000 ล้านบาท หรือลดลง 100,000 ล้านบาทจากปกติในแต่ละปีประเทศไทยจะต้องนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่า1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้แยกเป็นการนำเข้าน้ำมันเพียงประเภทเดียวคิดเป็นมูลค่าปีละ ประมาณ 800,000 ล้านบาท

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวต่อว่า ธพ.กำลังศึกษาและหาข้อสรุปว่าหลังเดือนก.พ.2554 หากรัฐบาลยกเลิกนโยบาตรึงราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มหรือปล่อยให้มีการลอยตัวราคาภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม แต่ให้ตรึงราคาภาครัวเรือน ภาครัฐควรจะมีมาตรการใดมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มโดยล่าสุดได้ตั้ง สมมุติฐานว่าหากให้ตรึงราคาภาคครัวเรือนต่อไป ก็อาจจัดทำเป็นคูปองสำหรับแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มโดยใช้ฐาน ข้อมูลทะเบียนราษฏรเป็นเกณฑ์ในการ คำนวณสัดส่วนการใช้ก๊าซหุงต้มเป็นรายครัว เรือนโดยใช้จำนวนรายชื่อราษฏรในทะเบียนราษฏรเป็นหน่วยวัดค่าเฉลี่ยว่า ครอบครัวใดควรได้รับการจัดสรรคูปองส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้มจำนวนเท่าใดต่อ เดือนเป็นต้น

โรงแยกก๊าซที่ 6 และโรงแยกก๊ําซ อีเทน ไม่ตอกเสาเข็ม

ไม่มีหน่วยงานรัฐ ตรวจสอบ - ติดตาม แต่จะดันทุรังเปิดใช้

แค่ทรุดเพียงเล็กน้อย แนวท่ออาจแตกระเบิด มีคลังก๊าซขนาด 4200 คันรถ

ถ้าระเบิดลุกลามควบคุมไม่ได้ - นึกภาพต่อกันเอง ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!!!

เสาไฟแสงสว่างกลางถนนเหล่านี้ ต่ำกว่าหอต้มหอกลั่น ของโรงแยกก๊าซมาก

ตอกเสาเข็ม 8-10 ม. ลบคำพูดคนหลายคนที่อ้างว่า ดินที่มาบตาพุดตอกเสาเข็มไม่ลง

หากโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่6ของบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน)สามารถเปิดเดินเครื่องการผลิตได้ในเร็วๆนี้ก็จะช่วยลดการนำเข้า ก๊าซหุงต้มได้จำนวนหนึ่งรวมทั้งหากโครงการติดตั้งเอ็นจีวีในรถแท็กซี่ของ กระทรวงพลังงานระยะแรก 30,000 คันแล้วเสร็จลง ก็จะทำให้ประเทศไทยลดการใช้ก๊าซหุงต้มในรถแท็กซี่ได้อีกเดือนละ 30,000 ตัน ซึงจะทำให้การนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศลดลงจำนวนมาก ส่วนปัญหาการลักลอบขนถ่ายไปจำหน่ายตามาแนวชายแดนผ่านกองทัพมดขณะนี้ได้ลดลง เพราะการตรวจสอบที่เข้มงวดของกรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละจุดผ่าน แดน แต่ยอมรับว่ายังมีการขนถ่ายผ่านประชาชนที่ข้ามไปมาระหว่างกันของประเทศ เพื่อนบ้านซึ่งมีปริมาณไม่สูงมากนักนายพีระพล กล่าว

อธิบดีกรม ธุรกิจพลังงาน กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในเดือนก.ย.ที่ผ่านมาพบว่า มีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนส.ค. โดยการใช้น้ำมันเบนซินรวมอยู่ที่ 20.3 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 2% ดีเซลอยู่ที่ 47.4 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 3% การใช้ก๊าซหุงต้ม อยู่ที่ 16,100 ตัน/วัน หรือ 482,000 ตัน/เดือน เพิ่มขึ้น 3% และการใช้ เอ็นจีวี อยู่ที่ 5,300 ตัน/วัน เพิ่มขึ้น 5% โดยคาดว่า ในเดือนต.ค. จะมีการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรที่มีการใช้เพิ่มสูง ขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของทุกปี

ขณะที่การนำเข้าน้ำมันในภาพรวมใน ไตรมาส ที่3 มีปริมาณรวม 12,419 ล้านลิตร ปรับลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งมีการนำเข้ารวม 13,165 ล้านลิตร หรือ 5.7% มีมูลค่านำเข้ารวม 188,121 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งมีมูลค่า 212,487 ล้านบาทหรือ 11.5% ในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้า ก๊าซหุงต้ม 363,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 7,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 มีปริมาณการนำเข้า 432,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10,500 ล้านบาท ลดลง 16% และ 27% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณ 3,700 ล้านลิตร มูลค่า 59,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 อยู่ 24% และ15% ตามลำดับนายพีระพล กล่าว

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/127197

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เตรียมยื่นหนังสือ เรื่องโรงแยกก๊าซ ปตท. เสี่ยง ให้ นายกอภิสิทธิ์ ซ้ำอีก - 20 พ.ย. 53 ที่มาบตาพุด

ห่วงว่า ... เรื่องนี้ ภาครัฐ จะประเมินผิดซ้ำซาก อีก ประชาชน ต้องเดือดร้อนซ้ำๆ จากการประเมินสถานการณ์ ผิด ค่าชดเชยไม่พอเพียงกับค่าเสียหาย ... ที่มักอ้างกันว่า เป็นเหตุสุดวิสัย - เรื่องนี้ ... รัฐาลจะประเมินผิดพลาดอีกไม่ได้แล้ว เพราะมันจะเป็น หายนะภัย ร้ายแรง ต่อชีวิตผู้คนประชาชนและเศรษฐกิจของชาติ

ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2552 ในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งโครงสร้างพิเศษสำคัญในโครงการต่างๆ ของ ปตท. จำนวนมาก พบว่าละเลยเรื่องความแข็งแรงมั่นคงในส่วนงานฐานราก ทั้งที่ก่อสร้างบนพื้นที่ปรับถมดินใหม่ และหลายโครงการอยู่บริเวณหมู่บ้านหนองแฟบ ชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ว่าเป็นหนองน้ำ แต่ในการก่อสร้างกลับไม่ตอกเสาเข็มอ้างว่า ถมดินบดอัดดีแล้ว เป็นการสมยอมของภาครัฐ ที่เอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม ที่เร่งรัดเร่งรีบ เพื่อแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ในส่วนของตน จนมีการเลียนแบบ ไปยังโครงการอื่นๆ มากมาย และในเวลาไม่กี่ปี จะมี หลายร้อย หลายพัน โรงงาน ทำแบบเดียวกันกับ ปตท. สร้างโรงงาน โดยปราศจากความแข็งแรงมั่นคง ถมที่เสร็จขุดหล่อฐานรากโดยไม่ต้องตอกเสาเข็ม โดยอ้างว่า ดินถมแข็งแรงมาก อ้างมีการทดสอบดินแล้ว เพราะทำให้โครงการเสร็จเร็วขึ้น 6-8 เดือน จึงเป็นที่มาว่า ทำไมทางกลุ่มฯ จึงขอให้ การนิคมอุตสาหกรรมฯ และ ปตท. จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบติดตามฯ ขึ้นมา เพราะถ้ามีเหตุสลดจากการทรุดพังของฐานราก ผู้ก่อสร้างฐานรากย่อมหนีจากความรู้สึกผิดบาปไปไม่ได้ สรรพสิ่งตั้งมั่นคงอยู่ได้หรือล้มลง ด้วยเพราะมีเหตุมีปัจจัย ตามกฎแห่งธรรมชาติ

แม้อ้างว่าได้รับการอนุมัติก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก่อสร้างไม่แข็งแรง-ไม่ตรงกับการออกแบบ ทั้งที่ทุกหน่วยงานภาครัฐรับรู้ แต่คงจะดันทุรังไม่ใส่ใจ โดยมีชีวิตของผู้คนประชาชนจำนวนมากเป็นเดิมพัน เพราะโรงแยกก๊าซ ปตท. มีคลังก๊าซแอลพีจีขนาด 4,200 คันรถ ทรุดพังไฟไหม้ระเบิดลุกลามควบคุมไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตผู้คนประชาชน และประเทศไทย การเร่งรัดจัดหาเครื่องมือ-สัญญาณเตือนภัย แนวกันชน แก้ปัญหาปลายเหตุ ระงับเหตุไม่ได้

ภาวนา ... ไม่ให้มันเกิด ตลอดอายุการใช้งาน 25-30 ปี เกิดเหตุเมื่อไหร่ ท่านหนีความรับผิดชอบไม่ได้อย่างแน่นอน ... เพราะ เจโทร(กรุงเทพ) รับรู้เรื่องนี้ และหวังว่าท่านจะดำเนินการ

... ธรรมชาติหาความแน่นอนไม่ได้ ใยจึงปล่อยความมักง่ายภาคอุตสาหกรรมลอยนวล

เฉยชาไม่ใส่ใจ ... ไม่เกิน 3 ปี โรงงานสร้างไม่แข็งแรงจะเต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนป้ายโฆษณา

จากบางส่วนของ คำขออุทธรณ์คำสั่งเสนอต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 24 กันยายน 2553 – หวังให้ขบวนการยุติธรรมช่วยชีวิตคนมาบตาพุด

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตามไปดู ปตท. ที่อ้างว่า เป็นรัฐวิสาหกิจ เวลาจะให้ดำเนินการ ตรวจสอบความเสี่ยง

ปตท.ทุ่ม1ล้านล.เน้นพลังงานใหม่ เทงบลงทุน50%ไปต่างประเทศ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2553 23:52 น.
ปตท.ปรับงบลงทุนทั้งเครือ 5 ปีข้างหน้า (2554-2558) แตะ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก ขยับเพิ่มขึ้นจากแผนเดิมที่ลงทุน 8-9 แสนล้านบาท เผยเทงบการลงทุน 50% ไปต่างประเทศ เน้นธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพื่อเสาะแสวงหาพลังงานใหม่ ส่วนงบลงทุนเฉพาะปตท. 5ปี ไม่เกิน 3แสนล้านบาท นายเทวินทร์ วงษ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ทบทวนปรับเพิ่มวงเงินการลงทุนในกลุ่มปตท. ตามแผน 5ปีข้างหน้า (2554-2558) ขยับขึ้นเป็น 1 ล้านล้านบาท จากเดิมวางงบลงทุนไว้ 8-9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการรวมงบการลงทุนตามแผนการเติบโตธุรกิจ (Growth Plan) เป็นครั้งแรก จากเดิมที่ คาดจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ ทั้งนี้ งบลงทุนของกลุ่มปตท.ครั้งนี้จะมีการจัดแบ่ง 2 รูปแบบเป็นครั้งแรก กล่าวคือ งบลงทุนในโครงการที่มีความชัดเจนอยู่แล้ว (Commit) และงบลงทุนโครงการเป้าหมายตามแผนเติบโตทางธุรกิจที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ซึ่งจะทำให้วงเงินการลงทุนโดยรวมของกลุ่มปตท.ขยับสูงขึ้นเป็นระดับประมาณ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก ขณะที่งบการลงทุนเฉพาะปตท. 5ปีข้างหน้าขยับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 3 แสนล้านบาท จากเดิมที่เคยวางงบการลงทุนไว้ 2.3 แสนล้านบาท เป็นการเตรียมเงินลงทุนสำหรับโครงการใหม่ อาทิ โครงการเหมืองถ่านหิน โรงไฟฟ้า และ FLNG นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งบการลงทุนของเครือปตท. ใน 5 ปีข้างหน้านี้ จะปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก ซึ่งการลงทุนระยะกลาง-ยาวจะเป็นการลงทุนในต่างประเทศถึง 50% ของวงเงินลงทุนรวมจะเน้นการลงทุนในธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่จะเห็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีการผลิตยากขึ้น (Unconventional) เช่น การผลิตFLNG เพื่อหาแหล่งพลังงานป้อนประเทศไทยที่มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. จะโฟกัสการลงทุนในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย พม่า และแอลจีเรีย ซึ่งการลงทุนแหล่งปิโตรเลียมใหม่จะเป็นแหล่งที่มีการผลิตที่ยากขึ้น (Unconventional) เช่น การผลิต FLNG เพราะต้องยอมรับว่าแหล่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่ผลิตแบบปกติ (Conventional) มีผู้ลงทุนไปแล้ว โดยปตท.สผ.จะพิจารณาทั้งเรื่องการเจรจาซื้อกิจการ หรือการเข้าไปร่วมทุน ซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสม สำหรับโครงการที่ปตท.สผ.เข้าไปลงทุนแล้วในออสเตรเลีย คือ แหล่งมอนทารา คาดว่าจะสามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้ไตรมาส 3/2554 มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 4 หมื่นบาร์เรล/วัน ส่วนโครงการท่าเทียบเรือของบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี ของปตท.นั้น ยืนยันว่าไม่ติดปัญหา 11 ประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง เนื่องจากวิธีการวัดหน้าท่าของกรมเจ้าท่าพบว่าไม่เกินตามข้อกำหนด ส่งผลให้โครงการนี้ยังเดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้ โดยปีหน้าจะมีการนำเข้า LNG ในตลาดจรจากต่างประเทศเข้ามาประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งเป็นการนำเข้าจากการ์ต้า และออสเตรเลีย เป็นต้น นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทำให้ยอดการใช้น้ำมันของประเทศลดลง เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก บางพื้นที่ไม่สามารถเดินรถได้ ย่อมส่งผลให้ยอดขายน้ำมันปตท.ในช่วงนี้ลดลง แต่เชื่อว่าเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน ซึ่งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 80 เหรียญ/บาร์เรล และราคาน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 90เหรียญเศษ/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาที่ใกล้เคียงในช่วงที่บริษัทน้ำมันได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกไปก่อนหน้านี้ ทำให้ค่าการตลาดอยู่ที่ 1 บาทกว่า/ลิตร ดังนั้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นมาในช่วง 1-2 วันนี้ก็คงยังไม่มีการปรับราคาขายปลีกแต่อย่างใด ส่วนปัญหาพายุดีเปรสชั่นและน้ำท่วมในภาคใต้ ไม่มีผลกระทบต่อการผลิตก๊าซในอ่าวไทย นายประเสริฐ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)เตรียมอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 5 แสนล้านเหรียญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่าเป็นเรื่องที่ดีในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลก ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่เชื่อว่าจะไม่ถึง 100 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกสูงกว่าความต้องการใช้

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกในมาบตาพุด

ไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกในมาบตาพุด

ระยอง 28 ต.ค. - เกิดไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง คนงานวิ่งหนีตายอย่างโกลาหล เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงและรถโฟม จากในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง และจากโรงงานใกล้เคียงนับสิบคัน เข้าฉีดน้ำสกัดเพลิงที่ลุกไหม้ภายในบริษัท อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ จำกัด (มหาชน) ถนนไอ 8 ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คนงานเล่าว่า จุดเกิดเหตุเป็นโรงต้มน้ำหล่อเย็นในกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติก ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น จากนั้นไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ลุกลามไปรอบอาคารโรงงาน แม้คนงานช่วยกันใช้เครื่องดับเพลิงฉีดพ่น แต่ไม่สามารถสกัดเพลิงไว้ได้ ขณะเดียวกัน พนักงานที่กำลังเปลี่ยนกะต่างพากันวิ่งหนีออกมารวมตัวอยู่หน้าประตูโรงงาน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายและผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ล่าสุดรองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้สั่งปิดโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกดังกล่าวที่ถูกไฟไหม้ พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังผลกระทบด้านมลพิษตลอดทั้งคืน. - สำนักข่าวไทย

ระยอง..ไฟไหม้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย

วันที่ 27 ตุลาคม 2553 เวลา 19.50 น. ดร.วีระพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และ นายพีระวัฒน์ รุ่งเรืองศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้เปิดแถลงข่าวที่ บมจ.อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรีส์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิต เส้นใยสังเคราะห์ตั้งอยู่ถนนไอ 2 ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กรณีเกิดเพลิงไหม้บริเวณหม้อต้มไอน้ำ ซึ่งอยู่ภายในบริษัทฯ ทำให้เกิดมีน้ำมันรั่วไหลออกในระบบแล้วไฟลุกไหม้ที่หม้อต้ม ซึ่งมีขนาดกว้าง ประมาณ 1.5 เมตร จึงแจ้งรถดับเพลิงเทศบาลเมืองมาบตาพุดและโรงงานใกล้เคียง จำนวน 10 คันเข้าระงับเหตุ และสั่งให้คนงาน จำนวน 150คน เข้าหลบอยู่ในที่ปลอดภัยภายในบริเวณโรงงาน เนื่องจากทางโรงงานสามารถควบคุมสถานการณ์เองได้ ใช้เวลาควบคุมเพลิง กว่า 1 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบ และได้ฉีดน้ำและโฟม ทำการหล่อเย็น ซึ่งในวันพรุ่งนี้ ทาง กนอ. จะได้ให้วิศวกรเข้าตรวจสอบความเสียหายและสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยขณะเกิดเหตุ ได้หยุด การผลิต รอจนกว่าจะมีการตรวจสอบแล้วเสร็จ.

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปาหี่ หน้าทีวี ... ถกปัญหาสิ่งแวดล้อมในกระดาษ - ทิ้งความจริง คนมาบตาพุด...เสี่ยงหายนะภัย

ทั้ง 3 คน ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ที่จะไปถกกับรัฐบาล ออกทีวี รับรู้เรื่อง คนมาบตาพุดเสี่ยงตาย จากความมักง่ายของภาคอุตสาหกรรมฯ มานานมากแล้ว แต่ไม่ดำเนินการอะไร เพียงบอกว่า ปตท. เขาชี้แจงแล้ว ว่าดินแข็งแรง ทุกอย่างปลอดภัยดี โรงงานลงทุนมหาศาล โดยมีมาตรฐานสูง ไม่ปล่อยให้ไฟไหม้ระเบิดง่ายๆ หรอก อีกทั้งอ้างว่า ถ้าตรวจสอบแล้ว จะต้องตรวจไปทั้งหมด มันจะเป็นเรื่องใหญ่ - ในฐานะผู้แทนประชาชน กลัวว่าโรงงานจะต้องหยุด เพื่อตรวจสอบ แล้วถึงวันนี้ จะไปถกปัญหาอะไร หน้าจอทีวี
คกก. 4 ฝ่าย มามาบตาพุดทีไร ก๊าซรั่วไล่คณะผู้คนที่ไม่จริงใจ จนชาวบ้านเดือดร้อน - ภาครัฐ จัดฉากพบปะประชาชนใกล้ชิดปัญหา ทั้งที่ชาวบ้านในหนองแฟบ ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส แต่ตัวแทนภาคประชาชน อ้างว่า พูดแล้วคุยแล้ว ... สุดท้ายกลืนน้ำตากันอยู่ทุกวัน
เรื่องความเสี่ยงหายนะภัย ทั้งกอร์ศักดิ์ทั้งสาธิต รู้เรื่องกันหมด แต่ไม่ทำอะไร สว.สาย บอกเรื่องมันใหญ่มาก แต่กับทอดทิ้งให้คนมาบตาพุด เสี่ยงตาย เลือดเย็นกันจัง ... !!!
คมชัดลึก : รัฐบาลเปิดเวทีถกปัญหามาบตาพุดผ่านช่อง 11 วันที่ 20 ตุลาคมนี้ นายกฯ นำทีมฝ่ายรัฐบาล ส่วน "สุทธิ" มาพร้อมตัวแทนภาคประชาชนอีก 2 คน หวังใช้เวทีหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ แก้ความเข้าใจที่ยังไม่ตรงกัน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในวันที่ 20 ตุลาคม 2553 รัฐบาลจะจัดเวทีเสวนาออกรายการโทรทัศน์ หรือ ดีเบต เรื่องการแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องประกาศกิจการรุนแรงระหว่างรัฐบาล ภาคประชาชน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 หรือเอ็นบีที ตั้งแต่เวลา 20.00-21.30 น. โดยเบื้องต้นฝ่ายรัฐบาลได้กำหนดตัวบุคคลที่จะร่วมเวทีดีเบตจำนวน 3 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนตัวแทนจากภาคประชาชน ได้แก่ นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุงรายการโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร

นายสุทธิ กล่าวว่า ในส่วนของตัวแทนภาคประชาชนอาจจะมีการหารือกันนอกรอบก่อน ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ เพราะอยากเห็นการหารือครั้งนี้มีประโยชน์ต่อสาธารณะ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันมากกว่า ไม่อยากเห็นการออกทีวีถกเถียงกัน เหมือนกรณีปราสาทพระวิหาร แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อยุติ โดยประเด็นที่จะต้องหยิบมาหารือผ่านเวทีเสวนา เช่น กระบวนการพิจารณาเพื่อกำหนดพื้นที่โครงการที่อาจก่อผลกระทบรุนแรง ส่วนประเภทโครงการรุนแรง ยังมีเรื่องการกำหนดขนาดกับบางกิจการที่ยังแขวนไว้ เป็นต้น

“ผมไม่กังวลว่าจะเสียเปรียบในการหารือรอบนี้ เพราะคิดว่าเป็นรูปแบบการทำงานใหม่มากกว่า ทั้งไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาล แต่จะพูดเชิงสร้างสรรค์มากกว่า ข้อไหนที่เห็นตรงกันก็ให้สาธารณชนรับทราบ แต่ที่ยังเห็นต่างก็จะไม่ถกเถียง โดยจะดึงมุมที่เห็นต่างกับรัฐบาลออกมา และรัฐบาลต้องชี้ช่องให้เห็นทางออก” นายสุทธิ กล่าว

ด้าน น.ส.สุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สผ. กล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการอย่างน้อย 6 โครงการ ได้ส่งรายงานประเมินผลกระทบสุขภาพในรายงานอีไอเอ (อีเอชไอเอ) ฉบับสมบูรณ์ให้แก่ สผ.พิจารณาแล้ว โดยเป็นโครงการด้านปิโตรเคมี 1 แห่ง และท่าเทียบเรือ 1 แห่ง โดย สผ.เตรียมนัดประชุม คชก.เพื่อพิจารณาโครงการรุนแรงในมาบตาพุด นัดแรกวันที่ 15 ตุลาคมนี้

“กอร์ปศักดิ์” เข้าฉาก...พบประชาชนพื้นที่จังหวัดระยอง

“กอร์ปศักดิ์” ลงพื้นที่จังหวัดระยอง ติดตามการแก้ไขปัญหา 5 โครงการเร่งด่วนในพื้นที่มาบตาพุด หลังรัฐบาลอนุมัติงบเกือบ 300 ล้านบาท เผยยังไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหาของภาคเอกชน พร้อมให้เวลา ปตท. 1 เดือนในการแก้ไขเรื่องแนวกันชน วันนี้ (15 ต.ค. ) ที่ศูนย์ราชการจังหวัดระยอง นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานอนุกรรมการติดตามรายงานผลกระทบการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนชุมชน 33 ชุมชนในพื้นที่มาบตาพุด และติดตามความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเน้น 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.โครงการแก้ไขปัญหาเริ่งด่วนของมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงจังหวัดระยอง 2. การแก้ไขปัญหาน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค ของประชาชน 3.การจัดทำแนวป้องกัน ของบริษัท พีทีที โพลีเอทิลีน จำกัด นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดระยองของคณะอนุกรรมการฯครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเน้น 3 เรื่องหลัก 5 โครงการเร่งด่วน (จาก 8 โครงการ) ที่รัฐบาลได้อนุมัติเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุด ประกอบด้วย 1 โครงการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2553 จำนวน 3 โครงการ วงเงิน 31 ล้านบาท (งบกลางปี 53) (โครงการที่ 1-3 ) และ 2 การดำเนินงานก่อสร้างระบบประปา 2 โครงการ สรุปสาระได้ ดังนี้ 1.โครงการติดตั้งชุดตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยงานแบบต่อเนื่อง และป้ายแสดงผลคุณภาพสิ่งแวดล้อม วงเงิน 13 ล้านบาท โดยกรมควบคุมมลพิษ เป็นการติดตั้งชุดตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายแบบต่อเนื่อง โดยสามารถวัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายไม่น้อยกว่า 18 ชนิด และป้ายแสดงผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 2 สถานี เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้สมบูรณ์มากขึ้น และรายงานข้อมูลที่ตรวจวัดได้สู่สาธารณะอย่างทันเหตุการณ์ผ่านป้ายแสดงผล 2.โครงการก่อสร้างสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ และติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ วงเงิน 2 ล้านบาท โดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด เป็นการติดตั้งระบบเตือนภัย และเก็บข้อมูลคุณภาพน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลและแสดงผลของคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะที่ติดตั้งชุดตรวจวัดเข้ากับระบบควบคุมและประมวลผลแบบศูนย์รวม ที่เทศบาลมืองมาบตาพุด เพื่อประโยชน์ในการติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพใน 4 สถานี ได้แก่ คลองบางเบิด, คลองพะยูน, คลองห้วยใหญ่ และ คลองมาบข่า 3.โครงการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งดล้อมในชุมชน วงเงิน 16 ล้านบาท โดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด จัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำหรับติดตาม เฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัยทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมแบบทันที ทั้งในระดับเตือนภัยและระดับวิกฤต รวมทั้งการรับแจ้งเหตุต่างๆ ที่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการทั้ง 3 นี้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ประชาชนในพื้นที่มาบตาพุด จะสามารถทราบคุณภาพของอากาศและน้ำได้ทันที และประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชนได้ 4. การดำเนินงานก่อสร้างระบบประปา 2 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการก่อสร้างขยายเขตจำหน่ายน้ำประปาพื้นที่อำเภอเมืองระยอง วงเงิน 106.41 ล้านบาท โดยการประปาส่วนภูมิภาค โดยเป็นการปรับปรุงเส้นท่อและขยายเขตจำหน่ายน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองระยอง เพื่อแก้ปัญหาบางชุมชนไม่มีน้ำประปาใช้ โดยมีผู้ได้รับประโยชน์ ประกอบด้วย ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองระยอง บริเวณแนวถนน/ ซอย 13 แห่ง ประมาณ 18,000 ครัวเรือน ขณะนี้กำลังก่อสร้าง ผลงาน 2 % คาดว่าจะแล้วเสร็จ 20 เม.ย. 2554 ส่วนโครงการที่ใช้งบจาก กปภ. สมทบ ผลงานร้อยละ 60 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย. 2553 นี้ ส่วนโครงการ 2 คือ โครงการก่อสร้างปรับปรุงท่อและขยายเขตจำหน่ายน้ำพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด และเทศบาลเมืองบ้านฉาง วงเงิน 185 ล้านบาท โดยการประปาส่วนภูมิภาค เป็นการปรับปรุงเส้นท่อและขยายเขตจำหน่ายน้ำในพื้นที่ของเทศบาลเมืองมาบตาพุดและเทศบาลเมืองบ้านฉาง เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำประปาในบางพื้นที่ โดยมีผู้ได้รับประโยชน์ จากเทศบาลเมืองมาบตาพุด 31 ชุมชน เทศบาลเมืองบ้านฉาง ชุมชนบริเวณถนน/ซอย 3 แห่ง รวมประมาณ 29,077 ครัวเรือน ขณะนี้กำลังก่อสร้าง ผลงาน 5 % พื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด ชุมชนคลองน้ำหู ,ชุมชนอิสลาม ,ชุมชนสำนักกะบาก ,ชุมชนวัดมาบตาพุด , ชุมชนมาบข่า-สำนักมาบใน ,ชุมชนตลาดมาตาพุด ,ชุมชนเนินพะยอม , ชุมชนห้วยโป่งใน -สะพานน้ำท่วม คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 20 เม.ย. 2554 ด้านการแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11ต.ค. 2553 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาของประชาชน จังหวัดระยอง เพื่อจัดทำข้อมูลความต้องการใช้น้ำประปาในการอุปโภคบริโภคของประชาชน และแนวทางการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ในระหว่างที่การดำเนินการก่อสร้างระบบประปาของการประปาส่วนภูมิภาคยังไม่แล้วเสร็จ มีองค์ประกอบ 30 คน โดยมู้ว่าราชการจังหวัดระยองเป็นประธาน คณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ อบจ.ระยอง เทศบาลเมืองมาบตาพุด ,เทศบาลเมืองบ้านฉาง,หอการค้าระยอง ,สภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง, ผู้แทนชุมชนในพื้นที่เทศบาลนครระยอง เทศบาลเมืองมาบตาพุด , เทศบาลเมืองบ้านฉาง รวม 15 ชุมชน ร่วมเป็นคณะทำงาน และได้มีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากประชุมหารือ แล้ว คณะของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปดูพื้นที่การจัดทำแนวป้องกัน ของ บริษัท พีทีที โพลีเอทิลิน จำกัด ระหว่างโรงงานกับชุมชน ซึ่งเป็นโรงงานที่มีปัญหาอุปสรรคไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับจัดทำแนวป้องกัน นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวหลังจากได้ดูพื้นที่ว่ารู้สึกไม่พอใจกับการดำเนินการแก้ไขเรื่องดังกล่าว เนื่องจากจากต้นไม้ที่นำลงปลูถกนั้นเล็กเกินไป ซึ่งกว่าจะเจริญเติบโตแข็งแรงพอที่จะใช้ประโยชน์ คาดว่าน่าจะเวลาถึง 3 ปี ซึ่งนานเกินไปกับแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่นนี้ ทั้งที่บริษัทมีเงินทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท มีกำไรกว่า 1แสนล้านบาทต่อปี จึงขอให้มีการแก้ไขโดยการนำต้นไม้ที่โตกว่านี้ มาลงปลูก ซึ่งอาจจะใช้งบประมาณกว่าเดิม แต่จะเห็นผลและสามารถใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วกว่า โยจะใช้เวลาในการปรับปรุง 1 เดือน แล้วจะกลับมาติดตามผลอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน นี้ ด้านนายจินดา เรือศรี ชาวบ้านหนองแฟบ ในตำบลมาบตาพุด ซึ่งเป็นชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริษัท พีทีที เมนเทนแนซ์ แอนด์ เอนจิเนียริง จำกัด กล่าวว่า ปัญหาโรงงานดังกล่าวยังสร้างปัญหาและผลกระทบต่อตนและประชาชนบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และไม่มีวี่แววจะยุติหรือลดลงแต่อย่างไร โดยเฉพาะปัญหาเรื่องกลิ่น เสียงดัง โดยบางครั้งได้แจ้งไปยังผู้บริหารหรือตัวแทน ก็ได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงที่ไม่เหมาะสมหรือถูกต้องเท่าที่ควร โดยเฉพาะจะอ้างว่า บริษัท เป็นบริษัทระดับชาติ และลงทุนอย่างมหาศาล ซึ่งการพูดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยแม้จะลงทุนอย่างมหาศาลแต่ยังสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนและชุมชน ก็ถือวาเป็นโรงงานที่ใช้ไม่ได้เช่นกัน ในความเป็นจริง ตนต้องการจะย้ายจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเช่นกัน แต่บริษัทก็ไม่สามารถช่วยเหลือโดยการซื้อที่ดินของตนไป จะได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่หากไม่ดำเนินการใดก็ควรจะแก้ไขปัญหาให้ได้จริงๆ
ด้านนายสุชิน พูลหิรัญ กำนันตำบลบ้านฉาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการถมทะเลของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กล่าวว่า ส่วนปัญหาบริเวณชายทะเลหาดพะยูน ที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะนั้น ขณะนี้ ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันน้ำทะเลได้กัดเซาะชายหาดใกล้จะหมดแล้ว โดยที่ผ่านมาชายหาดมีความก้าวกว่า 10 เมตร ปัจจับนเหลือเพียง 1-2 เมตรเท่านั้น โดยโครงการต่างๆที่รัฐบาลสร้างขึ้น ได้ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนหายไปหมดแล้ว เช่น ศาลาที่พักอาศัย 5 หลัง , ถนนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สาขาระยอง) ที่สร้างไว้ก็ถูกน้ำกัดเซาะหายไปเช่นกัน ดังนั้นหากรัฐบาลไม่รีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน ชายหาดพะยูนจะไม่มีเหลืออีกต่อไป

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ดันทุรัง ให้คนมาบตาพุดเสี่ยงตาย โรงแยกก๊าซที่ 6 ปตท.

ปตท.เผยเดินเครื่องโรงแยกก๊าซที่6 พ.ย.นี้

ปตท. ลั่นเดินเครื่องโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 เดือนพ.ย.นี้ ชี้ไทยยังต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจี 1 ล้านตันต่อปี

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติโรงที่ 6 จะสามารถเปิดเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะสามารถนำไปใช้ในธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตก๊าซธรรมชาติ ทำให้ลดการนำเข้าของประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม โรงแยกก๊าซฯ ที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานปิโตรเคมีส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าไทยจะยังคงต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีประมาณ 1 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ปริมาณการนำเข้าก๊าซแอลพีจีจะลดลงหรือไม่ ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลว่าจะเข้ามาจัดการโครงสร้างแอลพีจี และราคาแอลพีจีอย่างไรให้เป็นธรรมต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

"ราคาควบคุมแอลพีจี ในปัจจุบันเป็นราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันอย่างสูง จึงทำให้การใช้แอลพีจี ยังคงอยู่ในปริมาณสูง"

***

ยังไม่มีการตรวจสอบ-ติดตาม จากภาคส่วนใด นอกจาก นายกอภิสิทธิ์ ที่จะเร่งแก้ไขปัญหาปลายเหตุ โดยจัดเครื่องเตือนภัย และทบทวนให้มีแผนอพยพ ที่มีประสิทธิภาพ เท่านั้น นี่หรือครับ การแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ทั้งที่รู้ว่า โรงงานมีความเสี่ยงสูง แต่จะดันทุรังดำเนินการ เข้าใจครับว่า พวกท่านๆ ของรัฐบาลไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด ...

ตามไปอ่าน เรื่อง

"ปาหี่ มาบตาพุด – ม๊อบตีกันตาย ปตท. ต้องรับผิดชอบ"

http://khonmaptaphut.blogspot.com/2010/09/blog-post_23.html

ข่าวจาก ไทยโพสต์ สื่อน้ำดีแต่เน่า - แล้ววันหนึ่ง ความจริงถูกเปิดเผย ตายไปวิญญาณคงถูกตามไล่ล่า

ข่าวจาก ไทยโพสต์ สื่อน้ำดีแต่เน่า

ฝากจำชื่อคนนี้ไว้ ประสาร มฤคพิทักษ์ ที่ไล่ผมออกมาจากห้อง ในบ้านพิษณุโลกที่ผมพยายาม ชี้แจงเรื่อง มาบตาพุดเสี่ยงหายนะภัย ภาคอุตสาหกรรมมักง่าย

http://maptaphut-news.blogspot.com/2010/10/blog-post_07.html