วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

รายงานเท็จ - คำชี้แจงแจ้งเท็จ-ปกปิดข้อมูล การสร้างมหันตภัยใหญ่หลวง ของภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพิ่งเกิด เฉพาะที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น

2 ตัวอย่าง มหันตภัยด้านล่างนี้ เป็นข้ออ้างอิงให้เห็นประจักษ์ว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ยากที่จะควบคุม จนสร้างความเสียหายใหญ่ ในกรณีโรงแยกก๊าซใหม่ ปตท. เองที่ชี้แจงต่อสาธารณะด้วยการชี้แจงแจ้งเท็จ ทั้งยังนำให้อัยการมานำเสนอศาล ว่าได้ตรวจสอบทั้งหมดแล้วอย่างต่อเนื่อง และมีขบวนการตรวจสอบอย่างดีหลังจากการก่อสร้างนั้น แท้ที่จริงไม่มี รวมทั้งกรณีที่อ้างว่าได้ตรวจสอบกับทางกลุ่มพิทักษ์อากาศสดชื่นแล้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด และกรณีที่ทางกลุ่มฯ เสนอให้มีการตรวจสอบ 10 ปีหรือตลอดอายุการใช้งานนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะทางกลุ่ม เสนอให้ตั้ง คณะกรรมการที่มาจาก 3 ส่วนงาน คือ 1. ปตท. 2. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 3. กรรมการส่วนที่กลุ่มฯ นำเสนอ ซึ่งเป็นวิศวกรโยธาที่ร่วมในการก่อสร้างฐานรากโรงแยกก๊าซใหม่ ทั้ง 2 แห่ง ทั้งกำหนดกรอบการตรวจสอบร่วม 3 ฝ่าย แค่ระยะต้นและระยะกลางเท่านั้น คือ 3 ปี แต่ในระยะต่อไป ปตท. กับ การนิคมอุตสาหกรรม ต้องร่วมกันตรวจสอบต่อ ตามกรอบการตรวจสอบ-ซ่อมสร้างที่ร่วมทำกันไว้ ระยะเวลา 10 ปี หรือตลอกอายุการใช้งาน การที่อ้างว่าทางกลุ่มฯ หาผลประโยชน์ โดยเสนอค่าตอบแทนคณะกรรมการเป็นอัตราเงินเดือน เทียบเท่าทั่วไปกับพนักงาน ปตท. นั้น เพราะวิศวกรโยธาที่จะนำมาร่วมตรวจสอบ ยังคงทำงานอยู่กับ บริษัทอิตาเลี่ยนไทย และโรงงานที่ระบุ ขอให้ตรวจสอบ-เสริมสร้างความแข็งแรง มี 3 โครงการซึ่งมีฐานรากจำนวนหลายพัน ซึ่งในส่วนบุคลากรเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่ต้องตรวจสอบด้วย ซึ่งกรอบคณะกรรมการ ทำเพื่อเป็นตุ๊กตา เพื่อให้ทั้ง 3 ฝ่ายได้ร่วมการพิจารณาจะปรับหรือขยับอย่างไร แต่ทาง คณะกรรมการตรวจสอบที่ ส่วนธุรกิจก๊าซ ของ ปตท. ตั้งขึ้นไม่มาร่วมประชุม ตามการร้องขอ และจะดันทุรังเดินหน้า ทดสอบระบบโรงแยกก๊าซอีเทนต่อไป ขบวนการตรวจสอบจึงไม่มีการดำเนินการฯ และสุดท้ายนำมาเสนอฟ้องศาลปกครอง

....

คำชี้แจงแจ้งเท็จ-ปกปิดข้อมูล การสร้างมหันตภัยใหญ่หลวงของภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพิ่งเกิด และเกิดบ่อยๆ เช่นกรณี ปตท.สผ. ก้อเป็นแบบนั้น - ชัดเจนถึงความประมาทมักง่าย ไร้ความรับผิดชอบ โดยอ่านจากข้อตำหนิต่างๆ จาก ประเทศที่ได้รับผลกระทบ แม้กรณีนี้ คนไทย ไม่ได้การรับรู้ เพราะสื่อมวลชนไทย ปกปิดข่าวกันหมด

กระทรวงทรัพยากรและพลังงานของออสเตรเลีย ออกมาเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์มอนทารา (Montara Commission of Inquiry’s Final Report and Findings) กรณีเกิดเหตุระเบิดที่แท่นขุดเจาะน้ำมันในแหล่งมอนทารา ทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งบริษัท พีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย (พีทีทีอีพี เอเอ) บริษัทในเครือบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน

สรุปว่า "สาเหตุทางตรง" ของเหตุการณ์นี้ คือ ความไม่แข็งแรง และต่ำกว่ามาตรฐานที่ ปตท. กำหนดขึ้นเองอีกด้วย

1. การติดตั้งฉนวนซีเมนต์ ที่บ่อผิดพลาดในเดือนมีนาคม 2009 (หลังจากที่ ปตท.สผ. เข้าซื้อกิจการแล้ว) ส่งผลให้ฉนวนดังกล่าวด้อยประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุระเบิด

2. ความล้มเหลวของ พีทีทีอีพี เอเอ และแอตลัส (บริษัทผู้รับจ้างบริหารบ่อน้ำมันนี้) ที่ไม่ได้ตระหนักว่าฉนวนมีปัญหา และไม่ได้ทดสอบฉนวนอย่างที่ควรทำ โดยพีทีทีอีพี เอเอ เป็นฝ่ายผิดมากกว่าแอตลัส เนื่องจากเป็นผู้ควบคุมบ่อโดยตรงตามข้อตกลง ความล้มเหลวเหล่านี้ไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติที่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล อีกทั้งยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานการก่อสร้างบ่อน้ำมันที่พีทีทีอีพี เอเอ เป็นผู้กำหนดเองอีกด้วย

การสืบสวนของ พีทีทีอีพี เอเอ เอง ในการหาสาเหตุของเหตุระเบิดก็ "บกพร่องอย่างชัดแจ้ง" จนถึงระดับที่ "ไร้ความรับผิดชอบและให้อภัยไม่ได้" อีกทั้งยัง "ทำให้ผู้กำกับดูแลเข้าใจผิดอย่างมหันต์" ตลอดระยะเวลา 6 เดือน และเมื่อบริษัทได้รับข้อมูลที่บ่งชี้ความไม่แข็งแรงของบ่อหลังเกิดเหตุแล้วก็ไม่ได้ส่งข้อมูลนั้นต่อให้กับผู้กำกับดูแล พฤติกรรมเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบริษัททำตัวแย่มาก ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ว่าบริษัทจงใจส่งข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดแก่ผู้กำกับดูแล ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการยังพบหลักฐานว่าบริษัทพร้อมที่จะให้ข้อมูลก็ต่อเมื่อข้อมูลนั้นเป็นประโยชน์ต่อบริษัท และปิดบังข้อมูลด้วยเหตุผลเดียวกัน

เทปโก้สารภาพ "กุรายงานเท็จ" ผลซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์20 มีนาคม 2554 16:03 น.
สภาพความเสียหายของอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่เกิดระเบิดและเพลิงไหม้ก่อนหน้านี้
เอเอฟพี - โตเกียว อิเล็กทริค เพาเวอร์ โค (เทปโก้) ออกมายอมรับว่า เคยกุรายงานผลซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ก่อนหน้าที่จะเกิดแผ่นดินไหวเพียงไม่กี่วัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรงไฟฟ้าได้รับความเสียหายรุนแรงจากเหตุธรณีพิบัติ การเผยความจริงครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมาย ทั้งเรื่องประวัติเสื่อมเสียของ เทปโก้ และข้อบังคับสำหรับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในญี่ปุ่นที่ถูกมองว่าหละหลวมเกินไป เทปโก้ ได้ส่งรายงานถึงสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์ญี่ปุ่นประมาณ 10 วันก่อนเกิดแผ่นดินไหว โดยยอมรับว่า ไม่ได้ตรวจสอบอุปกรณ์ 33 ชิ้นภายในเตาปฏิกรณ์ทั้ง 6 แห่ง แผงไฟฟ้าสำหรับแจกจ่ายกระแสไฟไปยังวาล์วควบคุมอุณหภูมิเตาปฏิกรณ์ ไม่ได้รับการตรวจสภาพมานานถึง 11 ปี นอกจากนี้ผู้ตรวจสอบยังเคยกุรายงานเท็จ โดยระบุผลตรวจสภาพอย่างละเอียด ทั้งที่ความจริงทำอย่างผิวเผินเท่านั้น เทปโก้ ยอมรับด้วยว่า ไม่ได้ตรวจสภาพอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบหล่อเย็น เช่น มอเตอร์สูบน้ำ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองแบบดีเซล รายงานดังกล่าวถูกเปิดเผย หลังจากที่สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์สั่งให้ เทปโก้ กลับไปตรวจสอบว่าการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าเป็นไปโดยละเอียดรัดกุมหรือไม่ ซึ่งหลังจากได้รับรายงาน ทางสำนักงานก็สั่งให้ เทปโก้ ร่างแผนแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 มิถุนายน
รถดับเพลิงกำลังฉีดน้ำเพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ของโรงไฟฟ้า ฟูกูชิมะ ไดอิจิ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม
แต่หลังจากนั้นราว 1 สัปดาห์ก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 นอกชายฝั่งญี่ปุ่น ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เชื่อมกับระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์เสียหายอย่างหนัก เจ้าหน้าที่สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ กล่าวว่า “เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อบกพร่องในรายงานเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดเหตการณ์ต่างๆ ซึ่งนำมาสู่วิกฤตนิวเคลียร์ในขณะนี้” “เราจะต้องตรวจสอบการทำงานของ เทปโก้ ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งเกิดวิกฤตครั้งนี้โดยละเอียด แต่เวลานี้จะต้องควบคุมสถานการณ์ในโรงไฟฟ้าให้ได้เสียก่อน” เจ้าหน้าที่ดับเพลิง, ตำรวจ และทหาร กำลังพยายามฉีดน้ำหล่อเตาปฏิกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิแท่งเชื้อเพลิงสูงขึ้น และพยายามเชื่อมกระแสไฟให้ระบบหล่อเย็นกลับมาทำงานได้อีกครั้ง เทปโก้ ยอมเปิดเผยรายงานดังกล่าว หลังมีการตรวจพบสัญญาณความละเลยที่โรงไฟฟ้า คาชิวาซากิ คาริวะ ซึ่งเคยประสบปัญหาลักษณะเดียวกันจากแผ่นดินไหวปี 2007 และมีปริมาณรังสีแพร่กระจายสูงกว่าที่ เทปโก้ ยอมรับ “พวกเขายอมรายงานความจริง เพราะกลัวว่าจะเดือดร้อนถ้าไม่ทำเช่นนั้น” เจ้าหน้าที่สำนักงานความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์อีกคนหนึ่ง กล่าว

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปตท. ชี้แจงว่า โรงแยกก๊าซใหม่ ปตท. ไม่จำเป็นต้องตอกเสาเข็ม อ้างมาตรฐานระดับโลก

ปตท. ทำเอกสารชุดนี้เพื่อประชาสัมพันธ์ว่า โรงแยกก๊าซ ที่ 6 ที่ไม่ตอกเสาเข็ม เพราะดินแข็งแรงมาก คุณจะเชื่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิจารณาญาณ แต่ขอให้ดูจนถึงภาพสุดท้าย ก่อน ...
คลิ๊กขวาที่รูป เปิดในหน้าต่างใหม่ เพื่อขยายใหญ่
คลิ๊กขวาที่รูป เปิดในหน้าต่างใหม่ เพื่อขยายใหญ่
เชื่อหรือไม่ !? ค่ารับน้ำหนักของดิน 30 ตัน/ม2 ที่ใช้ในการออกแบบนั้น
แสดงถึงดินแข็งถึงแข็งมาก ควบคุมงานโดยวิศวกรที่ปรึกษาระดับโลก
สามารถสร้างถังน้ำสูงเท่าตึก 8-10 ชั้น โดยไม่ต้องตอกเสาเข็ม และไม่ทรุดเลยแม้แต่นิ้วเดียว
ตามไปดูหลากหลายความเห็นใน FACEBOOK
(1)
(2)
ASTV ผู้จัดการ - ลงข่าวเฉี่ยวไปมาเรื่องโรงแยกก๊าซเสี่ยง - สื่อที่อ้างเอาธรรมนำหน้ามาตลอด
ติดตามถาม คุณเติมศักดิ์ จารุปราณ เพราะเอาข้อมูลไปให้กับมือ มานานกว่า 2 สัปดาห์ (แต่เงียบหาย..)
ข้อคิดความเห็น ใน FACEBOOK

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ศาลปกครอง ... ปล่อยทิ้งให้คนมาบตาพุด อยู่แบบเสี่ยงตาย! กันมา 8-9 เดือน แล้วกำลังจะทอดทิ้งไปเลยหรือไม่

วันที่ 3 มีนาคม 2554 เวลา 10.30 น. ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีศาลปกครอง ... "การเป็นตุลาการหรือการเป็นเจ้าหน้าที่ศาลจะต้องมีหลัก 4 ประการ คือ 1.ต้องมีความรู้ความสามารถ 2.ต้องซื่อสัตย์สุจริต 3.ต้องมีจุดยืนที่เป็นกลางและยึดหลักความถูกต้อง 4.ต้องมีความกล้าหาญในการพิจารณาคดี เพื่อให้คำตัดสินจะไม่เบี่ยงเบนความเป็นธรรม" - คงต้องรอดูผลของการกระทำ ... ที่จะปล่อยให้ผู้คนประชาชนเสี่ยงตายหรือไม่
หลากหลายความเห็นในสังคมโซเซี่ยลเน็ตเวิร์ค ที่เป็นไปแบบหลวมๆ -
ศาลปกครอง ... ปล่อยทิ้งให้คนมาบตาพุด อยู่แบบเสี่ยงตาย! - ทั้งนี้ การตั้งศาลปกครอง เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิเส
รีภาพของประชาชนและเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการปฏิบัติราชการ ... คุณเชื่อแบบนั้นหรือ
ต้องมีความกล้าหาญในการพิจารณาคดี - การลำดับความสำคัญ ควรพิจารณา ผลกระทบคนส่วนใหญ่เป็นหลักก่อนมั้ย ซึ่งส่วนใหญ่คดีจะถุกพิจารณากรณีมีการเดินขบวนประท้วงก่อน ... เยีี่ยงนี้แล้ว ประเทศนี้ คงต้องยกขบวนประท้วงๆ กันเพื่อให้ศาลพิจารณา
ผมรอให้มันตูมเละ จะได้ เปิดหน้ากาก ทั้งรัฐ ทั้งสื่อ ทั้งศาล เอาให้โลกก่นด่า ประณามว่า มันเลวกันได้ทุกระบบ ... และอภัยไม่ได้ กับความสูญเสียของนักลงทุนต่างชาติ จำนวนมากในมาบตาพุด ประธานหอการค้าต่างประเทศ ทั้งหมด ผมส่งข้อมูลให้ไปนานแล้ว ... ประธานเจโทรกรุงเทพ (สมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น) ที่ตอบเมล์มาแบบเร่งด่วน เขารู้กันหมดแล้ว แม้สื่อเมืองไทย ที่หิวโหยแต่ค่าโฆษณา จนไม่เห็นค่าของชีวิตคน รวมทั้งไอ้สื่ออ้างธรรมนำหน้า นั่นด้วย
ทำไม ศาลท่าน ... เห็นชีวิตคนมาบตาพุดเป็นผักเป็นหญ้า ซะล่ะ แค่มลพิษท่านก้อปล่อยให้ย่ำแย่ อยู่เดิมแล้ว นี่ท่าน จะปล่อยให้เสี่ยงตาย เสี่ยงไหม้เกรียม หรือ คนที่มาบตาพุด ไม่ใช่คนไม่ใช่มนุษย์ หรือ ...
กำลังดำเนินการอยู่ ทั้งที่เรื่องนี้ ควรจะมีการช่วยกันจากหลายฝ่าย แต่หลายๆคนห่วงผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องปัญหาเศรษฐกิจของชาติ แต่ถ้าเกิดเหตุภัยขึ้นแล้ว มันจะเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะกรณีนี้จะต่างกับสึนามิ เพราะมาบตาพุด เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชาติ ถ้าโรงงานจำนวนมากวอดวาย ไปพร้อมกับความตายของผู้คนประชาชน อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศ มันไม่ใช่เรื่องแค่กระทบชาวบ้าน ที่ศาลจะละเลยเฉยชา สุดท้ายตุลาการไม่กี่คนจะทำให้ตุลาการทั้งศาลปกครองถูกตราหน้า จนบาปจะติดวงศ์ตระกูลไปด้วย ถ้าเกิดเหตุหายนะภัยร้าย มันมีความน่าจะเป็นสูง ไม่ใช่แค่เรื่องลางสังหรณ์ ... มีหน้าที่ตัดสินใจสุดท้าย ที่จะชี้ แต่ละเลย 8-9 เดือน ที่รั้งรอเพียงเพื่อหาข้อ กม. ใด ที่จะให้ความมักง่ายอันตรายหลุดพ้นการตรวจสอบแค่นั้นหรือ...
วันนี้ ถ้าได้ยินเสียงดังตูมตาม ซึ่งที่อื่นคิดว่าเป็นหม้อแปลงระเบิด แต่มาบตาพุด ต้องโทรเช็คข่าวกันวุ่นวาย ว่าโรงงานที่ไหนระเบิด มีเสียงรถฉุกเฉินวิ่งวุ่นหลายคัน ที่อื่นคงคิดว่ามีอุบัติเหตุ แต่มาบตาพุด ต้องโทรเช็คข่าวกันวุ่นวาย ว่าโรงงานที่ไหนก๊าซรั่ว-ระเบิด ... หรืออย่างไร - แค่เผชิญมลพิษก้อย่ำแย่เต็มทน วันนี้ยังต้องเสี่ยงตาย เสี่ยงคลังก๊าซแอลพีจี ระเบิด ... แต่ทุกส่วนทุกฝ่ายละเลยเฉยชา ... แต่ชอบอ้างว่าสนใจใส่ใจ !!
คงต้องทำอย่างมุ่งมั่น ... บนโลกใบนี้ เคยมีการแจ้งเตือนภัย มาหลายครั้ง มีทั้งคนเชื่อและคนไม่เชื่อ เรื่องที่ไม่ใช่ "กระต่ายตื่นตูม วันนี้ภาพข่าวสลดบ่อยครั้ง ที่บ้านบนภูเขาภูผาแข็งแกร่ง มันพังทลายลงมา เพราะดินสไลด์โคลนถล่ม ทั้งๆบางที่ อยู่กันมาหลายสิบหลายร้อยปี" ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกฏ อิทัปปัจจยตา สรรพสิ่งตั้งอยู่ล้มลงดับไป ย่อมมีเหตุปัจจัยฯ
ความฝันของคนไทย ... ที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ เมื่อ กม. มีไว้บังคับใช้ กับคนน้อยๆ คนด้อยโอกาส เท่านั้น
"ประเทศไทย ... เป็นนิติรัฐ มีนิติธรรม ขบวนการยุติธรรม รวดเร็วอิงมาตรฐานสากล เทียบเทียมนานาอารยะประเทศ มีธรรมภิบาล เสมอภาคเท่าเทียม มีมาตรฐานเดียว ไม่เลือกปฎิบัติ กล้าหาญ-อิสระต่ออำนาจทั้งปวง" !!!

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

หลักธรรมะอยู่ที่ปากพิพากษา - 9โครงการศาลปค.ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว

ชาวมาบตาพุดเฮ! 9โครงการศาลปค.ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชาวบ้านเฮ ... เพราะจะมีโรงงานก่อมลพิษเพิ่ม ... แบบหนังสือพิมพ์ลง จริงๆ อ่ะ!!!! ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ - นายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการเจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 422/2553 มีคำสั่งให้ยกคำร้องที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และนายสุทธิ อัชฌาศัย แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กับพวกรวม 35 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในคดีที่สมาคม ฯ ยื่นฟ้องสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) , คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ , อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม , คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน , อธิบดีกรมเจ้าท่า , การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอธิบดีกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องที่ 1-9 เรื่องเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อการทำหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีที่ผู้ถูกฟ้องทั้ง 9 ร่วมกันออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งผู้ถูกฟ้องทั้ง 9 ให้ความเห็นชอบและอนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง
ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพในพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉาง จ.ระยอง อย่างต่อเนื่องจำนวน 9 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าและถ่านหินและก๊าซ การสร้างท่าเทียบเรือและการทำเหมืองแร่ ที่ทำให้เกิดปัญหากระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชน จึงขอให้มีคำพิพากษาให้ สผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เพิกถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ของโครงการหรือกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่จ.ระยองที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ แล้ว โดยให้นำกลับมาดำเนินการให้ครบถ้วนตามรธน. ปี50 มาตรา 67 วรรคสอง และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 และขอให้ยุติการรับเรื่องหรือรายงาน EIA ของผู้ประกอบการใดๆส่งมาให้พิจารณาไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าผู้ประกอบการทุกรายจะได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามรธน.ฯ แล้ว , ขอให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 9 เพิกถอนใบอนุญาตรวมทั้งระงับการดำเนินกิจกรรมใดๆ ของโครงการหรือกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้จัดทำรายงาน EIA ที่อยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ที่ผู้ถูกฟ้องทั้ง 9 ได้เห็นชอบอนุญาตไปแล้ว เพื่อนำกลับมาดำเนินการให้ครบถ้วนตามรธน.ฯ และพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ และขอให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 9 สั่งผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ หรือกิจกรรม กลับไปดำเนินการตามรธน. และพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ให้ถูกต้องโดยให้ศึกษาและประเมินผลกระทบด้านสุขภาพหรือ HIA ของประชาชนในชุมชน ที่โครงการหรือกิจกรรมนั้นไปก่อตั้งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเห็นชอบ จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนอย่างทั่วถึงและรอบด้าน ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนด และให้องค์กรอิสระที่มีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ โดยผู้ฟ้องทั้ง 35 คน ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษา ให้สั่งผู้ถูกฟ้องทั้ง 9 หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับโครงการไว้ก่อนจนกว่าจะได้ดำเนินการตามรธน.ฯ มาตรา 67 วรรคสอง ให้ครบถ้วน ตามเจตนารมณ์ของ รธน. ฯ.และพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ฯ ให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งศาลได้ไต่สวนคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่ผู้ฟ้องอ้างว่าจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากโครงการหรือกิจกรรมตามคำฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องได้จัดส่งแผนที่แสดงที่ตั้งที่พักอาศัยของผู้ฟ้องให้ศาลเพียง 23 ราย ซึ่งข้อเท็จจริงตามรายละเอียดของโครงการหรือกิจกรรมหรือแผนที่แสดงที่ตั้ง ตามฟ้องแสดงให้เห็นว่า มี 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการเหมืองแร่ชนิดแร่ทรายแก้ว ตั้งอยู่ ต.ซากพง อ.แกลง จ.ระยอง โครงการโรงงานผลิตเหล็กเส้น ตั้งอยู่ อ.มาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง ตั้งอยู่ ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี และโครงการด้านโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงงานไทยเนชั่นแนล พาวเวอร์ ตั้งอยู่ในเขตประกอบการสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดอื่น อำเภออื่น ไม่ได้อยู่ใกล้กับที่ตั้งที่พักอาศัยของผู้ฟ้อง 23 ราย ขณะที่บางโครงการใน 4 โครงการดังกล่าวจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ตามพ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบโลหกรรมต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังพบว่ามี 2 โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยยังไม่ได้ประกอบกิจการ คือโครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าเหลว บริเวณชายหาดหนองแฟบ ต.มาบตาพุด จ.ระยอง ที่เป็นโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ และยังไม่ได้ยื่นขออนุญาตสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำต่ออธิบดีกรมเจ้าท่าผู้ถูกฟ้องที่ 7 เนื่องจากสำนักงานนโยบายและแผนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยแจ้งให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียด และให้นำเสนอเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัทเก็คโค-วัน จำกัด ตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยดำเนินการก่อสร้างแล้วร้อยละ 55 ของโครงการทั้งหมด ขณะที่พบว่ามีโครงการเข้าข่ายมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในโครงการเดิม รวม 3 โครงการ คือโครงการโรงงานผลิต Purified Terephathalic Acid ( PTA ) ตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เป็นโครงการที่ปรับปรุงระบบน้ำปราศจากแน่ธาตุ เพื่อนำน้ำที่ผ่านการใช้งานมาแล้วปรับปรุงคุณภาพให้หมุนเวียนกลับมาใช้ได้ใหม่ , โครงการโรงงานผลิตอีทอกซิเลท ตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมตะวันออกมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ที่ขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่โครงการจากเดิม 10 ไร่ หรือ 16,000 ตารางเมตรเป็น 12 ไร่ 19,200 ตารางเมตร เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสัญญาเช่าที่ดิน และขอปรับเปลี่ยนสัดส่วนของการใช้วัตถุดิบหลัก หรือการเติมสารเคมีเพื่อให้หยุดปฏิกิริยาไม่ทำให้กำลังการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น และไม่ได้มีการปล่อยทิ้งอากาศเสียที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของสารเคมีดังกล่าว ออกสู่บรรยากาศ แต่จะนำอากาศเสียทั้งหมดเข้าสู่ระบบกำจัดอากาศเสียที่เป็นระบบปิด และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 640 เมกกะวัตต์ของบริษัท โกลว์ เอสพีพี 3 จำกัด ตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ที่ได้ขอเปลี่ยนแปลงหน่วยผลิต CFB 1 ถึง CFB3 จากที่กำหนดให้ใช้ถ่านหินบิทูมินัสแต่เพียงอย่างเดียวเป็นเชื้อเพลิง ก็ให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวะมวลจากเศษไม้สับท่อน เช่น เศษไม้จากยูคาลิปตัส และไม้ทางเศรษฐกิจอื่นๆได้ด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้เชื้อเพลิงทดแทน โดยจะมีการควบคุมระบายอากาศเสียที่ปล่อยทิ้งจากปล่อง มีการติดตั้งจอแสดงผลตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่อง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่ามีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้ได้ และยังฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องจะได้รับความเสียหายต่อเนื่องจากการกระทำนั้น จึงมีคำสั่งให้ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ฟ้องดังกล่าว

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จริงหรือ! ศาลปกครองไม่รับฟ้อง ทุกอย่างจะปลอดภัย ไม่เกิดหายนะภัยกับผู้คนประชาชน

นำเรื่องโรงแยกก๊าซใหม่ ไม่ตอกเสาเข็ม - เสี่ยงทรุดพังระเบิดลุกลาม เข้าร้องเรียน ประธานกรรมาธิการต่างๆ ของ วุฒิสภา ที่บ้านพิษณุโลก

ที่บ้านพิษณุโลก วันที่ 13 กันยายน 53 เวลา 16.30 น. คุณศรัลย์ ธนากรภักดี ผู้ประสานงานกลุ่มพิทักษ์อากาศสดชื่น มาบตาพุด ได้เข้าพบ ประธานกรรมาธิการต่างๆ ของวุฒิสภา เพื่อส่งหนังสือร้องเรียนเรื่องโรงแยกก๊าซใหม่ ปตท. เสี่ยง ก่อหายนะภัย พร้อมชี้แจง และตอบข้อสงสัย ก่อนที่ ประธานคณะกรรมาธิการต่างๆ จะมีการเข้าพบกับ นายอานันท์ ปันยารชุน ประธาน คกก. 4 ฝ่าย เพื่อหารือ-แลกเปลี่ยน ข้อสงสัย กรณีประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรง ของรัฐบาล

โดยคุณศรัลย์ ได้เข้าชี้แจง เรื่องราวต่างๆ และตอบข้อสงสัย โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที กับกรณีการไม่ตอกเสาเข็มของโรงแยกก๊าซที่ 6 ที่มีความเสี่ยงทรุดพังสูง จนอาจระเบิดรุนแรงลุกลาม เพราะมีคลังก๊าซแอลพีจีขนาดใหญ่ และประกอบกับศาลปกครองไม่รับฟ้องคดี โดยให้เหตุว่าไม่ใช่ผู้รับความเดือดร้อน และกรณีการทรุดพังระเบิด เป็นเพียงการคาดการณ์ หลังจากนั้น ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ที่หน้าบ้านพิษณุโลกว่า เป็นกลุ่มของวิศวกรโยธา ที่ก่อสร้างฐานรากให้กับโรงแยกก๊าซ แม้ไม่ใช่ผู้ออกแบบ แต่ผู้ก่อสร้าง และแบบ-ข้อกำหนดก่อสร้าง ไม่แสดงค่ารับน้ำหนักของดิน และก่อสร้างไปตามแบบ ไม่รู้ว่าโครงสร้างที่จะนำมาตั้งสูงใหญ่อย่างไร เมื่อเห็นว่ามีความเสี่ยงสูงมาก จึงนำเสนอกับหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีการตอบรับ จึงนำไปฟ้องศาลปกครอง.-

หอสูงเหล่านี้ ไม่ได้ตอกเสาเข็ม อ้างว่า ดินแข็งแรงมาก 30 ตัน/ม2
โรงงานอ้างว่าดินแข็งแรงมาก ขออนุมัติและดำเนินการก่อสร้าง ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่า มีวิศวกรที่ปรึกษาระดับโลก มีบริษัทชั้นนำ ในเกาหลีใต้ มาก่อสร้างให้ - ทั้งหมดที่เห็นไม่ตอกเสาเข็ม
เทศบาลเมืองมาบตาพุด อนุมัติให้ก่อสร้างได้ ถูกต้องตามกฎหมาย
หนังสือร้องเรียน ถึงคุณอานันท์ ปันยารชุน และประธานกรรมาธิการต่างๆ
หนังสือขอเข้าพบ นายอานันท์ ปันยารชุน ของ คณะกรรมธิการต่างๆ ของวุฒิสภา
เพื่อหารือ เรื่อง 11 ประเภทโครงการรุนแรง
รายงานการปรับถมดินใหม่ ของ โรงแยกก๊าซ ที่ 6 ปตท. สิงหาคม 2550-มกราคม 2551
บ้านจัดสรร บนพื้นที่ปรับถมใหม่ จำนวนมากทรุดพัง แต่ส่วนใหญ่หาคนรับผิดชอบไม่ได้
จนกลายเป็นภาระของประชาชน ที่รัฐบาลชอบอ้างว่า ประเทศไทย เป็นนิติรัฐ

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม คำขออุทธรณ์คำสั่ง กรณีโรงงานจำนวนมาก ของ ปตท. ไม่ตอกเสาเข็ม

1 ก.พ. 54 - 14.00 น. กลุ่มพิทักษ์อากาศสดชื่น มาบตาพุด ระยอง เดินไปศาลปกครอง เพื่อยื่นยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม คำขออุทธรณ์คำสั่ง กรณีโรงงานจำนวนมาก ของ ปตท. ไม่ตอกเสาเข็ม - ส่งคำอุทธรณ์ เมื่อ 24 ก.ย.53 นานกว่า 120 วัน ที่ยังไม่มีการพิจารณา

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

สูบยางรถใหม่ อย่างไร ถ้าไม่มีกำหนด ไม่มีเครื่องมือวัด

รถยนต์หรู มีสมรรถนะสูง มาตรฐานสูง เหล่านี้

การสูบยางรถยนต์ ที่ต้องสูบลมเข้าไปเท่าไหร่ แข็งมากอย่างไร เมื่อไม่มีการกำหนด ไม่มีเครื่องวัดความดันลม จะสูบลมยางแต่ละเส้นอย่างไรให้เหมาะสม

ในการขับรถที่ความเร็วสูง 160-200 กม./ชม.

การทำงานดินที่ปราศจากการบ่งชี้กำหนดค่าความสามารถรับน้ำหนักของดินที่ใช้สูงมากในการออกแบบ ไว้ในแบบก่อสร้างหรือข้อกำหนดต่างๆ ในการทำงานขุดถมบดอัดดิน ไม่มีการรับรู้วิศวกรโยธาทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ควบคุมงานสนาม

แล้วต้องบดอัดดินแข็งแรงเท่าไหร่

หอ สูง-หอ กลั่น จำนวนมาก จะตั้งอยู่อย่างไร โดยไม่ตอกเสาเข็ม

และจะต้องไม่ทรุดเลย แม้แต่นิ้วเดียว (2.5 ซ.ม.) ตามมาตรฐานที่ ปตท.กำหนด

สูบยางรถใหม่ อย่างไร ถ้าไม่มีกำหนด ไม่มีเครื่องมือวัด

ตามไปอ่านไปดูเอง http://www.facebook.com/album.php?aid=40619&id=100001030503789
"การออกแบบ ฐานราก เพื่อกำหนดขนาด การใช้วัสดุ ว่าจะต้องใช้คอนกรีตชนิดใด มีเหล็กเสริมเท่าใด ชนิดไหน กรณีที่ดินไม่สามารถรับน้ำหนักที่ถ่ายลงมาจากโครงสร้าง จะต้องตอกเสาเข็ม ซึ่งเสาเข็มที่ชนิดใด ใหญ่ ยาว แค่ไหน รับน้ำหนักได้อย่างไร วิศวกรผู้ออกแบบจะเป็นผู้กำหนด ดังนั้นการก่อสร้าง วิศวกรสนามจำเป็นต้องควบคุมให้ วัสดุต่างๆมีความแข็งแรงได้ตรงกับการออกแบบ คอนกรีต เหล็ก เสาเข็ม ต้องมีการเก็บตัวอย่างวัสดุเพื่อการทดสอบซ้ำ ในส่วนของเสาเข็ม ต้องมีการทดสอบหาความสมบูรณ์ของเสาเข็ม ทดสอบการรับน้ำหนักของเสาเข็ม - ดินซึ่งเป็นวัสดุที่มีความเสี่ยงมากที่สุดเพราะไม่มีความเป็นเนื้อเดียวกันหาความแน่นอนไม่ได้ แม้มีการเจาะสำรวจแล้ว เป็นเพียงการสุ่มทดสอบ ดังนั้น ก่อนที่จะวางฐานรากตื้นที่ไม่มีการตอกเสาเข็มจึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบหาความสามารถในการรับน้ำหนัก ของดินด้วย ยิ่งใช้ค่ารับน้ำหนักแบกทานสูงมาก ยิ่งมีความจำเป็นต้องมีการทดสอบยืนยัน เพราะเมื่อขุดเกินและถมบดอัดลงไปใหม่ก็ไม่สามารถคงสภาพการรับน้ำหนักเดิมได้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้วัสดุพิเศษ เช่นหิน ทราย ลูกรัง ลงไปแทน ดังนี้แล้ว ผู้ออกแบบจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า แบบที่ออกแบบมาดีแล้ว มีความปลอดภัยแล้ว ถ้าวิศวกรสนามไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้ตรงกับการออกแบบแล้วนั้น ฐานรากจะสามารถรับน้ำหนักได้ตรงตามการออกแบบหรือไม่ "
ค่าความสามารถรับน้ำหนักของดิน เฉลี่ยทั่วไปของดินชนิดต่างๆ
  • ดินอ่อนหรือดินถมไว้แน่นตัวเต็มที่ 2 ตันต่อตารางเมตร
  • ดินปานกลางหรือทรายร่วน 5 ตันต่อตารางเมตร
  • ดินแน่นหรือทรายแน่น 10 ตันต่อตารางเมตร
  • กรวดหรือดินดาน 20 ตันต่อตารางเมตร
  • หินดินดาน 25 ตันต่อตารางเมตร
  • หินปูนหรือหินทราย 30 ตันต่อตารางเมตร (โรงแยกก๊าซใหม่ ของ ปตท. 2 แห่ง ใช้ค่านี้)
  • หินอัคนีที่ยังไม่แปรสภาพ 100 ตันต่อตารางเมตร

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

คุยอะไร กับ บรรณาธิการ ASTV เรื่องโรงแยกก๊าซ ปตท. เสี่ยง

ใน Facebook ที่ต้องตามไปดู แม้กลุ่มฯ จะถูกด่าถูกว่าอย่างไร ก้อเฉย ... วาดหวังว่า สื่อน้ำดี 1 เดียว ในประเทศจะสนใจใส่ใจ ชีวิตและความเสี่ยง ของผู้คนประชาชนมาบตาพุด ตามที่ประกาศไว้เสมอว่าจะเอาธรรมนำหน้า ....

http://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=188479017838198&id=100001030503789 ...

ไม่ได้ต้องการ ไปเหยียบตาปลาใคร เพราะความเงียบเฉย ที่ควรจะจินตนาการไปถึงได้นั้นทั้งที่ได้ส่งข้อมูลให้จำนวนมากหลายครั้ง ซึ่งการที่เป็นสื่อ...ย่อมเข้าถึงความเข้าใจได้รวดเร็วกว่าคนปกติ เพราะเหตุก๊าซรั่ว เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าทรุดพังแตกรั่ว ย่อมควบคุมไม่ได้ การระเบิดของก๊าซ ครั้งใหญ่ๆ มาจากท่อแตก และการควบคุมยากอย่างยิ่งยวด ถ้าเป็นโรงงานปกติ ที่มีคลังก๊าซขนาดย่อมไม่น่ากังวล แต่ที่โรงแยกก๊าซ ปตท. มีคลังก๊าซ แอลพีจี มากถึง 4,200 คันรถ แล้วตั้งอยู่ใกล้ตลาดติดชุมชน มีโรงงานสารเคมีอันตรายจำนวนมาก ในมาบตาพุดอยู่ในรัศมีการระเบิดของคลังก๊าซ

ซึ่งไม่ใช่เรื่องจินตนาการ แต่ในเมื่อข้อกำหนดทรุดตัวต่างกัน ในข้อกำหนดก่อสร้าง ที่ยอมรับได้ ยอมให้ทรุดได้ แค่ 1-2 ซม. เท่านั้น ที่จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบไปยังข้อต่อเครื่องจักรและระบบท่อก๊าซ ที่ระโยงระยางต่อกัน - การทรุดตัวจะทำให้เกิดแรงบิดมหาศาล ในเส้นท่อ จนเกิดการแตกขาดได้ และมีความเสี่ยงอยู่ทุกจุด ในโรงแยกก๊าซ ในฐานะวิศวกรโยธา ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างฐานรากโรงแยกก๊าซที่ 6 และโรงแยกก๊าซ อีเทน (ไม่ตอกเสาเข็มทั้งหมด) ย่อมรู้ดีว่า คุณภาพงานดินนั้น ทำได้ดีไม่ดีอย่างไร ในเมื่อไม่มีการระบุในแบบ ถึงความแข็งแรงของดิน (ซึ่งใช้ค่าสูงมากในการออกแบบนั้น) จะก่อสร้างอย่างไร ให้ตรงกับการออกแบบ ตรงนี้ ไม่ต่างกับการสูบยางรถ ไม่มีตัววัด ไม่มีข้อกำหนดบอก จะสูบมากเท่าไหร่ สูบให้แข็งและแข็งเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ใครบอก สูบและก้อบีบว่าแข็งอย่างไร เหมือนสูบยางจักรยาน!

การรั่วไหลของน้ำมัน ในทะเลติมอร์ เมื่อเดือน สิงหาคม 2552 ของ ปตท.สผ จนกระทั่งเกิดการระเบิดนั้น ผลการสอบของรัฐบาลออสเตรเลีย พบว่า <<< การก่อสร้างต่ำกว่ามาตรฐานทั้งที่ ปตท. เขียนกำหนดขึ้นเอง ซึ่งเป็นข้อกำหนดในโครงการน้ำมันและก๊าซ อีกทั้ง เมื่อรู้ว่าไม่แข็งแรงปลอดภัย ก็ปิดบังข้อมูล จนเกิดเหตุหายนะภัยขึ้น >>>

ด้านล่างต่อไปนี้ เป็นเมล์ที่ อาจารย์ท่านหนึ่งใน คกก.4 ฝ่าย ตอบกลับมา.-

22 สิงหาคม 2553

พี่อ่าน mail ทุกฉบับที่คุณส่งมา แล้วก็ตั้งคำถามว่า ทำไม ปตท จึงไม่เอาบุคคลที่ 3 มาตรวจสอบเช่น สภาวิศวกรแห่งประเทศไทย เพราะถ้า ปตท. ให้ข้อมูลเองว่ารากฐานดี คนก็ยังไม่มั่นใจการตรวจสอบคงไม่ได้ใช้เงินและใช้เวลามากนัก แต่มันทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง จะได้นอนได้เต็มอิ่ม ทุกวันนี้ประชาชนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงงานบ้าง แต่ถ้ามีเสียง ดังผิดปกติก็ผวา มองหาลูก เมีย และพ่อ แม่ ที่แก่เฒ่า เพื่อเตรียมหนีออกไปตั้งหลักก่อน เพราะที่เป็นข่าวมาตลอด ก็พบว่าระบบแจ้งเหตุ อุบัติเหตุ ต่าง ๆ ใช้วิธีส่ง SMS ผ่านผู้นำชุมชน พี่เองเคยลืมโทรศัพท์มือถือ และเคยแบตเตอรรี่หมด และเวลาประชุมปิดเสียงและเมื่ออกมา

นอกประชุมก็ลืมเปิดเสียงใหม่ ดังนั้นถ้าใครโทร หรือส่ง SMS มา ก็คงไม่ได้รับจนกว่าจะนึกขึ้นได้อีกทีนึง หรือเมื่อมือถือกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

อยากเสนอให้ ปตท. เอาสภาวิศวกรมาตรวจสอบ และให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบ โดยประชาชนสามารถคัดเลือกนักวิชาการที่พวกเขามั่นใจไปร่วมตรวจสอบด้วย ปตท. มี CSR ดีมาก เรื่องทำให้สังคมมั่นใจและสบายใจ ประชาชนนอนได้เต็มอิ่มน่าจะทำนะคะ

คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าการก่อสร้างโดยทั่วไปก็มีทรุดตัวบ้างเป็นธรรมดา แต่โรงงานแยกก๊าซ นั้น ก๊าซที่แยกได้ถูกส่งไปตามท่อ ซึ่งท่อต่าง ๆ มีข้อต่อ ดังนั้นถ้าโครงสร้างทรุดตัว 2 ด้านไม่เท่ากัน ท่อที่เชื่อมกันยึดกับโครงสร้างที่ทรุดตัวไม่เท่ากัน อาจทำให้เกิดเหตุขึ้นได้ คือ ข้อต่อฉีกขาดออก และตามมา ด้วยก๊าซที่ปกติควรอยู่ในท่อรั่วออกมา รอยรั่ว รวมกับแรงดันก๊าซ จะทำให้ก๊าซรั่วออกมามาก ถ้าไปทำปฏิกริยากับสิ่งอื่น เช่น ประกายไฟ สารเคมีบางชนิด ไม่รู้ว่าจะเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงแค่ไหน เพราะมีตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จัดเป็นประเทศที่มีมาตรฐานด้านรากฐานที่ดีมาก เพราะเขามีแผ่นดินไหวบ่อย ก็เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่มาแล้ว

อาจารย์ขอชื่นชมความพยายามของคุณนะคะ มาตรการป้องกันไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ทุกโรงงานต้องทำ จึงสงสัยมากว่าทำไม ปตท. ไม่พิสูจน์ต่อสาธารรชนว่า โครงสร้างเขาปลอดภัย ไร้กังวล

ขอบคุณที่ยืนหยัดให้ข้อมูล เพราะถ้าคนที่เกี่ยวข้องทราบแล้วไม่ทำอะไรให้มั่นใจว่าปลอดภัย หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นด้วยสาเหตุนี้ จะมีคนที่ต้องรับผิดชอบสักกี่คน ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียหาย ...

ไม่ได้ระบุชื่ออาจารย์ เพราะไม่ต้องการให้ได้รับผลกระทบ / ข้อคิดความเห็นที่ดีนี้ ควรจะคุยใน คกก. 4 ฝ่าย แต่ท่านไม่ได้ทำ ย่อมเข้าใจว่า ท่านคงกลัวผลกระทบ.-

*** คารวะในความเป็นสื่อ และรู้ว่า ทั้งหมดด้านบน รายละเอียดไม่มากแต่น่าจะทำให้เข้าใจได้ และไม่ใช่เรื่องกล่าวหาลอยๆ เรื่องนี้ ส่งให้ทุกภาคส่วนที่จะกระทำได้ไปแล้ว และที่ผ่านมา สื่อมวลชนประเทศนี้ โดยเฉพาะ ASTV ท้วงติงด่าทอรุนแรง ในหลายกรณี เพื่อให้บุคคลระดับผู้นำประเทศนี้ หลายๆท่าน ที่ไม่ทำหน้าที่ ที่ควรจะทำหรือมีพฤติกรรมคดโกง คอรัปชั่น จึงไม่แปลกอะไร ที่จะต้องรับข้อท้วงติงตำหนิ จากประชาชนผู้คนที่ได้รับเหตุเดือดร้อนรำคาญ เป็นทุกข์ ข้อมูลที่ส่งให้เป็นเรื่องที่จะส่งผลกระทบรุนแรงร้ายแรงต่อสาธารณะ แต่กลับละเลยเฉยชา ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชน ที่ประกาศตนว่า กล้าเสนอความจริง โดยใช้ธรรมนำหน้านั้น ฯ ***

ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนตกเพราะกบมันร้องฯ เรื่องง่ายๆที่ให้เข้าใจ หลักอิทัปปัจจยตา

อ่านคำชี้แจงของ ปตท. เรื่องเหตุการณ์มอนทารา - ความเท็จหรือความจริง ที่สังคมไทย จะอยู่กันไปแบบนี้หรือ !!!

เพราะการละเลย เฉยชา ของสื่อมวลชนไทย และขบวนการยุติธรรมไทย ที่อ้างแค่ว่า ประเทศนี้เป็นนิติรัฐ เหตุการแบบนี้ จึงเกิดขึ้น กับสาธารณะ

คำชี้แจงเรื่องเหตุการณ์มอนทารา

โดย บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน)

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรียน คุณสฤณี อาชวานันทกุล sarinee@gmail.com

อ้างถึง บทความ ความจริงและความโปร่งใส กรณี ปตท.สผ. ในออสเตรเลียคอลัมน์ ทัศนะวิจารณ์ หน้า 15 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2553

บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณคุณสฤณี ที่ให้ความสนใจติดตามข่าวและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลจากหลุมมอนทาราในประเทศออสเตรเลีย และได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลของบริษัทในเรื่องนี้ในบทความที่อ้างถึงข้างต้น ทั้งนี้บริษัทขออนุญาตให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวที่ถูกต้องดังนี้

ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์มอนทารา

เหตุการณ์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติรั่วไหลที่หลุม H1 บนแท่นผลิตมอนทารานั้น เป็นเพียงการรั่วไหลที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Uncontrolled release of hydrocarbons) และไม่ได้มีการ ระเบิดดังที่เสนอกันในข่าวทั่วๆ ไปแต่อย่างใด

การสอบสวนของคณะกรรมการ Commission of Inquiry

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่มอนทาราเป็นเรื่องที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น และทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้ และแก้ไขเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การตั้ง Montara Commission of Inquiry (CoI) ขึ้นมาก็เพื่อเหตุผลดังกล่าวนี้ นั่นคือเพื่อเรียนรู้ข้อบกพร่องต่างๆ และแนะนำวิธีแก้ไข คณะกรรมการ CoI ได้สอบสวนพยานเป็นจำนวนมากจากทุกๆ บริษัท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นเวลาถึง 4 สัปดาห์ โดยบรรยากาศในการสอบสวนเป็นไปอย่างเคร่งเครียดตลอดเวลา ซึ่งย่อมเป็นเรื่องปกติที่พยานที่ถูกสอบสวนทุกคนจะมีแนวโน้มที่จะให้ข้อมูลและหลักฐานที่จะไม่บ่งชี้ถึงความผิดของตนหรือหน่วยงานของตน เนื่องจากสาเหตุของอุบัติเหตุประเภทนี้จะมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะเกิดได้จากเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว คณะกรรมการจึงต้องใช้ ความเห็นจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังและได้เห็นในระหว่างการสอบสวนในการสรุป Findings ต่างๆ ในรายงาน แต่ความสำคัญของรายงานนี้อยู่ตรงที่คณะกรรมการได้เสนอ ข้อแนะนำ” (Recommendations) จำนวนทั้งสิ้น 105 ข้อจากข้อสรุป (Findings) ทั้งหมด 100 ข้อให้รัฐบาลออสเตรเลียเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ปตท.สผ. และ PTTEPAA ไม่ได้รับโอกาสในการทบทวนหรือเสนอความคิดเห็นต่อข้อสรุปรายงานของคณะกรรมการ CoI นี้ก่อนที่รัฐบาลออสเตรเลียจะนำเสนอสู่สาธารณชนแต่อย่างใด

การตอบสนอง (Responses) ของรัฐบาลออสเตรเลียต่อข้อแนะนำของคณะกรรมการ CoI

รัฐบาลออสเตรเลียโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและพลังงาน (Hon. Martin Ferguson, Minister of Resources and Energy) ได้มีข้อสรุปของการพิจารณาข้อแนะนำ (Responses to Recommendations) ต่างๆ จากรายงานของ CoI และได้นำเสนอให้สาธารณชนในเวลาเดียวกันกับการนำเสนอรายงานของ CoI สู่สาธารณชน ซึ่งในข้อแนะนำที่เกี่ยวข้องกับ PTTEPAA นั้น มีทั้งหมด 5 เรื่อง (Recommendations 101 - 105) โดยสามเรื่องแรก (Recommendations 101 - 103) เกี่ยวข้องกับการขอให้รัฐบาลทบทวนใบอนุญาตของ PTTEPAA โดยให้พิจารณาทั้งในส่วนของข้อบกพร่องต่างๆ ของบริษัท (adverse findings) และในส่วนของการปฏิบัติตามแผนการปรับปรุงแก้ไขที่ทางบริษัทได้นำเสนอให้แก่คณะกรรมการไปก่อนหน้านี้แล้ว (“In carrying out a review of PTTEPAA’s permit an licence, the Minister should have regard to this Report, particularly (i) the adverse findings set out in this Chapter; and (ii) the extent to which PTTEPAA has implemented the Action Plan submitted to the Inquiry; or otherwise addressed the matters canvassed in the Report.”) ข้อแนะนำเรื่องที่ 105 (Recommendation 105) คณะกรรมการได้เสนอให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบหลุมน้ำมันอื่นๆ ที่ PTTEPAA เป็นผู้ดำเนินการว่ามีความสมบูรณ์ปลอดภัยหรือไม่ ส่วนข้อแนะนำที่ 104 นั้นเกี่ยวกับการให้อำนาจหน่วยงานของรัฐในการบังคับให้บริษัททำการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุได้

รัฐมนตรี Martin Ferguson ได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีออสเตรเลียเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2553 ในเรื่องเกี่ยวกับข้อแนะนำของ CoI ที่เกี่ยวกับ PTTEPAA ข้างต้นดังต่อไปนี้ (Quoted transcript)

“During the Inquiry concerns regarding the state of the five remaining suspended wells in the Montara field were raised. On my instruction, on 9 April 2010, my Department requested the Northern Territory Department of Resources to seek advice from PTTEP AA on the status and integrity of the other suspended wells and information on what remedial action would be taken if required.

PTTEP AA implemented a work program to ensure the integrity of the remaining wells on the Montara Wellhead Platform. AGR, an international company with the requisite expertise, witnessed the satisfactory barrier testing of the wells at the Montara Wellhead Platform. AGR’s verification report has been further assessed by Geoscience Australia and the Northern Territory Department of Resources. Geoscience Australia advises that all possible work to ensure the integrity of the suspended wells at the Montara platform has been undertaken and completed and that the AGR verification report provides appropriate assurance that the barriers are competent.

The Commissioner has recommended that I undertake a review of PTTEP AA’s licence to operate at the Montara oil field. He has further recommended that, as the mechanism for instigating this review, I issue a ‘show cause’ notice to PTTEP AA, pursuant to the cancellation of titles sections of the Offshore Petroleum and Greenhouse Gas Storage Act 2006.

I have accepted the Commissioner’s recommendation to review PTTEP AA’s licence to operate.

However, PTTEP through its Australian subsidiaries (of which PTTEP AA is one) is the operator of seven exploration permits, five production licences and seven retention leases and has interests in a further five exploration permits where it is not the operator. A show cause notice can only be issued where a breach of the Act has been identified, and then only in relation to the Title relevant to that breach. I believe a review of PTTEP AA’s licence to operate which was restricted to its operations in the Montara field would, in these circumstances, be insufficient.

After careful consideration, I directed my Department to instigate an independent review of the Action Plan that PTTEP, the parent company of PTTEP AA, submitted to the Commission of Inquiry. This Action Plan was developed to comprehensively address the technical and governance issues identified by the Commissioner and has application across their entire Australian operations. The independent review commenced on 6 September 2010.

The independent review process will provide me with advice on whether the Action Plan, once implemented, will ensure that PTTEP’s (and its Australian subsidiaries’) operational and procedural measures meet industry best practice standards.

The outcome of this process will assist me in forming a view as to whether the deficiencies in PTTEP AA’s procedures, as identified by the Commissioner, relate only to the Montara oil field or to its, or PTTEP’s, general performance as an operator.

My Department advises me that the final report of the independent review of PTTEP’s Action Plan is due by the end of the year. Upon completion of the independent review my Department will provide me with advice on PTTEP’s capacity to implement the Action Plan. I will make the report public within seven days of receiving this advice.

The outcome of this independent review of PTTEP’s Action Plan will be a central part of my consideration as to whether to issue a ‘show cause’ notice which might lead to cancellation of PTTEP’s petroleum titles.”

จะเห็นว่ารัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับความสามารถในการปฏิบัติตามแผนปรับปรุงแก้ไข (Action Plan) ของ PTTEPAA ในการพิจารณาว่าจะทบทวนใบอนุญาตการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ PTTEPAA หรือไม่อย่างไร (Recommendations 101-1103) และจะตัดสินใจดำเนินการต่อไปเมื่อได้รับรายงานจากคณะกรรมการที่ทางรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาตรวจสอบในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการตรวจสอบความสมบูรณ์ของหลุมอื่นๆ นั้น (Recommendation 105) รัฐบาลออสเตรเลียมีความพอใจต่อผลที่ทาง PTTEPAA ได้ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ว่าหลุมอื่นๆ มีความสมบูรณ์และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

การรายงานของ ปตท.สผ. ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เนื่องจากเรื่องสำคัญที่สุดที่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนให้ความสนใจเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมการ CoI คือเรื่องการพิจารณาทบทวนใบอนุญาตของ PTTEPAA ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตของ ปตท.สผ. ในออสเตรเลีย ดังนั้น ปตท.สผ. จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องนี้แก่ ตลท. เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของนักลงทุนในสถานการณ์และข้อเท็จจริงที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนั้นเพื่อป้องกันการตื่นตระหนก โดยบริษัทไม่ได้มีความตั้งใจปกปิด ข้อเท็จจริงในทางไม่ดีแต่อย่างใด เนื่องจากข้อสรุปและความเห็นที่เกี่ยวกับข้อบกพร่องของการทำงานของ PTTEP ในรายงานของ CoI นั้นได้ถูกนำเสนอต่อสาธารณชนและนักลงทุนโดยสื่อต่างๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่แทบไม่มีการนำเสนอถึงเรื่องการพิจารณาใบอนุญาตโดยรัฐบาลออสเตรเลีย และการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงของ PTTEPAA ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการพิจารณาแต่อย่างใดเลย ปตท.สผ. เห็นว่าการที่สาธารณชนและนักลงทุนได้รับทราบข้อมูลเพียงด้านเดียวจากสื่อต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมกับบริษัทและผู้ถือหุ้น จึงได้นำเสนอข้อมูลที่สำคัญแต่ไม่ได้รับการพูดถึงแก่ตลาดหลักทรัพย์และสื่อต่างๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลและเสมอภาคในการได้รับข่าวสารของสาธารณชนในเรื่องนี้

ปตท.สผ.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลและข้อเท็จจริงข้างต้นจะเป็นประโยชน์ในติดตามความคืบหน้า หรือการเขียนบทความในเรื่องเหตุการณ์มอนทาราของคุณสฤณีต่อไป หากคุณสฤณีต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อได้ที่

คุณบุษบรรณ จีนเจริญ ( Bussaban@pttep.com ) โทร. 02-537-4607

คุณต้องจิตร พงศ์อรพินท์ ( Tongchit@pttep.com ) โทร. 02-537-458