วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สารพัดกรรมการมาบตาพุด

สารพัดกรรมการมาบตาพุด 5 เดือนบนความหวังที่นักลงทุนรอคอย วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4188 ประชาชาติธุรกิจ การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการดำเนินการ 76 โครงการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง ผลกระทบในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่โครงการลงทุนขนาดใหญ่จะไม่สามารถลงทุนต่อไปได้แล้ว ยังส่งผลถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศที่จะลงทุนในประเทศไทยในอนาคตด้วย นับจากวันที่ 29 กันยายน 2552 ที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับโครงการกระทั่งถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาเกือบ 5 เดือนแล้วที่ความพยายามแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ประสบผลสำเร็จ มีเพียงแต่คำปราศรัยสร้างความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยาไปวัน ๆ พร้อม ๆ กับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมามากมายในขณะที่ปัญหาก็ยังคงวนกลับมาที่เก่า สารพัดอนุกรรมการ คณะกรรมการชุดแรกที่เริ่มต้นเข้ามาดูแลปัญหามาบตาพุด ได้แก่ คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมีมติแต่งตั้งในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 โดยมอบหมายให้ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีตัวแทนจาก 4 ภาคส่วนหลักที่เกี่ยวข้องกับปัญหา คือ ภาคราชการ, ภาคเอกชน, ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชน หน้าที่หลักของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้แก่ การแก้ไขปัญหา "เฉพาะหน้า" กำหนดกรอบการดำเนินการต่าง ๆ ให้โครงการในมาบตาพุดที่ศาลปกครองมีคำสั่งระงับดำเนินการ ให้เดินหน้าต่อได้ตามกรอบกฎหมาย พร้อม ๆ กับกำหนดแนวทางต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 67(2) รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อเป็นกรอบสำหรับโครงการลงทุนทั่วประเทศ โดยข้อสรุปของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบออกเป็นระเบียบ-กฎหมายให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
ปรากฏคณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้ใช้วิธีการทำงานด้วยการจัดตั้งคณะอนุกรรมการมาร่วมหารือ หาข้อสรุปในประเด็นต่าง ๆ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เบ็ดเสร็จแล้ว มีคณะอนุกรรมการภายใต้ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายถึง 4 ชุดด้วยกัน ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการสำหรับกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบสุขภาพ (HIA) มอบหมายให้นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นประธาน 2) คณะอนุกรรมการศึกษาและเติมเต็มทางเทคนิคเพื่อลดและขจัดมลพิษ ในมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง มีนายสุทิน อยู่สุข เป็นประธาน 3) คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อปรับปรุงรายการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม-ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ให้ นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ เป็นประธาน และ 4) คณะอนุกรรมการจัดการผังเมืองในพื้นที่มาบตาพุด มอบหมายให้นายโกศล ใจรังษี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน กก.องค์การอิสระ แปลงร่างจาก กก. 4 ฝ่าย หลังจากการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายผ่านพ้นไปได้ 2 เดือน ก็ได้ข้อสรุปกระบวนการจัดทำ EIA/HIA สำหรับกิจการรุนแรง กับกรอบของการจัดตั้ง "องค์การอิสระ" เพื่อให้ความเห็นโครงการ ผลสรุปที่ได้ถูกนำเสนอต่อรัฐบาลในวันที่ 19 มกราคม 2553 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานองค์การอิสระ ขึ้นมา โดยมอบหมายให้ นายอานันท์เป็นประธานอีกเช่นเคย คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ประสานผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งจัดตั้ง "องค์การอิสระระดับชาติ" ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน โดยองค์ประกอบตัวแทนของคณะกรรมการชุดนี้จะมาจากชุดของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแทบทั้งหมด โดยการทำงานของคณะกรรมการประสานงานองค์การอิสระ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของ ผู้สมัครจากองค์กรเอกชนหรือสถาบัน อุดมศึกษา ว่าเหมาะสมที่จะมาเป็นตัวแทนการจัดตั้งองค์การอิสระหรือไม่ ทั้งนี้บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานองค์การอิสระจะสิ้นสภาพ เมื่อ พ.ร.บ.องค์การอิสระมีผลบังคับใช้ กระทรวงอุตฯร่วมแจม ประธาน กก.ประสานช่วยเหลือเอกชน นอกเหนือจากคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำหนดกรอบการดำเนินการโครงการให้เป็นตามกฎหมายแล้ว ทางด้านเศรษฐกิจการลงทุน คณะรัฐมนตรียังมีมติเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 ตั้งคณะกรรมการประสานให้คำปรึกษาภาคเอกชนในการดำเนินการตามมาตรา 67(2) มอบหมายให้นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเพื่อหาทางแก้ไขให้กับโครงการที่ถูกศาลปกครองระงับ รวมทั้งหาทางช่วยเหลือโครงการที่มีปัญหากับสถาบันการเงินไทยและต่างชาติ ผลงานล่าสุดของคณะกรรมการชุดนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากภาคเอกชนให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ในการขอผ่อนผันเฉพาะการก่อสร้างและหรือทดสอบเครื่องจักรไม่รวมถึงการประกอบกิจการให้แก่ 10 บริษัทจำนวน 12 โครงการ นอกเหนือจากนั้นคณะกรรมการประสานให้คำปรึกษาภาคเอกชน ยังได้กำหนดแนวทางสำหรับ 64 โครงการที่ถูกศาลระงับการดำเนินการไปก่อนหน้านี้ให้มีโอกาสเดินหน้าโครงการต่อได้อีก 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 ผู้ประกอบการต้องขอหนังสือยืนยันจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ว่า เป็นโครงการหรือกิจการที่ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 เช่นโครงการที่มีการซื้อพื้นที่เพิ่ม ไม่จำเป็นต้องทำ EIA ใหม่ เนื่องจาก EIA ฉบับเดิมที่ผ่านการเห็นชอบก่อนรัฐธรรมนูญ 2550 จะมีผลบังคับใช้นั้นได้ครอบคลุมการก่อสร้างและผลิตของโครงการอยู่แล้ว กรณีที่ 2 ผู้ประกอบการต้องขอหนังสือยันยืนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับใบอนุญาตก่อนวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ก่อนรัฐธรรมนูญปัจจุบันจะมีผลบังคับใช้ และกรณีที่ 3 ต้องยื่นขอผ่อนผันต่อศาลโดยใช้เหตุผลเทียบเคียงกับ 11 โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดวางกรอบไว้ เป็นโครงการ หรือกิจกรรมที่ไม่น่าก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง กรณีนี้มีเข้าข่ายอยู่ 9 โครงการ ซึ่งอยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปและมอบหมายให้อัยการสูงสุดเป็นตัวแทนยื่นต่อศาลปกครองพิจารณาต่อไป ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า เวลา 5 เดือนในการแก้ปัญหามาบตาพุด ล้วนหมดไปกับการ ตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด คณะอนุกรรมการ 5 ชุด เพื่อสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับภาคเอกชน มีการใช้บุคลากรเป็นจำนวนมาก แต่ผลที่ได้รับภาคเอกชนกลับขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินการของรัฐบาล แม้กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็ยังดำเนินการไปคนละทิศคนละทาง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหามาบตาพุด ไม่ปรากฏผลสำเร็จเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ยังไม่จบง่าย ... นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ผลจากการพิพากษา ... แค่เรื่องการยึดทรัพย์ 46,000 ล้าน ที่บอกชัดว่าฉ้อฉล

คดีอื่นๆ ที่คงค้าง คดีหนีภาษี ที่ยังถูกอายัดไว้ !!! ของลูกชายลูกสาว

และคำอาฆาตมาดร้าย ด้วยการยกกลอน ดาบนั้นคืนสนอง และเรียกร้องประชาธิปไตยแบบโกงแล้วต้องได้เงินอีก

ครานี้ เห็นรัฐบาลขี้ฉ้อ จะรอดยาก เพราะมีเงินมาจ้างม๊อบใหญ่ อีก 3 หมื่นล้าน ครานี้ล่ะ คอยรับมือกันนะ ... เด็กแก้เชือกว่าว ถ้าแก้มันยากนัก ก้อตัดปมต่อปลาย มันจะได้จบๆ ไปทีละปม เสียเวลาชาติ...มานานมากแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ศาลนัดลงพื้นที่ดู12โครงการมาบตาพุด

ศาลปกครองนัดลงพื้นที่ตรวจสอบ12โครงการมาบตาพุด 22 ก.พ. ก่อนพิจารณาอนุญาตสร้างต่อหรือไม่

ก้อเห็นก่อสร้าง... กันอยู่ จะมาดูแบบนั้น มั้ย!!!

วันนี้(18 ก.พ.) องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ที่มีนายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าศาลปกครองกลาง ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวน ได้ไต่สวนนัดแรก กรณีที่อัยการสูงสุด ยืนอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองสูงสุด โดยขอให้ 12 โครงการมาบตาพุด ที่ศาลมีคำสั่งระงับการดำเนินการไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพาษานั้น สามารถก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จได้ ภายหลังจากการไต่สวนโดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ในการไต่สวนตัวแทน 12 โครงการได้ชี้แจงต่อศาลว่า ต้องการขออนุญาตก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จก่อน โดยอ้างเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็พร้อมจะปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 พร้อมกับระบุว่า ในอนาคตหากศาลมีคำพิพากษาออกมาเป็นอย่างไรก็พร้อมจะน้อมรับ โดยจะไม่เรียกค่าเสียหายจากรัฐ นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า แต่ในส่วนของสมาคมได้โต้แย้งว่า หากปล่อยให้ 12 โครงการมีการก่อสร้างก็ไม่ได้มีหลักประกันการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เกิดเหตุขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการรั่วของแก๊ส โดยไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้ามารับผิดชอบ ดังนั้นถ้าศาลอนุญาตให้ 12 โครงการเดินหน้าก่อสร้าง ก็อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้ ทั้งนี้ศาลเห็นว่า เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ทางคณะตุลาการ จึวจะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันที่ 22 ก.พ. นี้.

“มาร์ค” ลั่น GT-200 ความเสี่ยงสูง ห่วงชีวิต ประชาชน แล้วคนมาบตาพุด ล่ะ! ไม่ใช่คนรึไง

นักการเมือง - พรรคการเมือง ทำ-พูด แค่เอาตัวรอด !!! กรณี ... คนมาบตาพุด เสี่ยงตาย เงียบกันหมด เร่งรัดให้เดินหน้ากันได้ทุกวัน อ้างว่า กระทบเศรษฐกิจ จะมีปัญหาด้านพลังงาน ญี่ปุ่นจะถอนการลงทุน ทั้งภาครัฐ ทั้งสื่อมวลชน ประสานเสียงกัน จนผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ มองว่า การหยุดรอมาบตาพุด ... เป็นปัญหาชาติ
ภาครัฐ รู้ข้อมูลความเสี่ยง ตั้งแต่ 16 มกราคม 53 ปตท. รู้ข้อมูลความเสี่ยง 18 ธันวาคม 53 สื่อมวลชน -ภาคประชาสังคม รับรู้ ... 6 กุมภาพันธ์ 53 แต่ กำลังจะปล่อยให้คนมาบตาพุด เหมือนนกเหมือนปลาเหมือนสัตว์น้ำกลางทะเล ที่พอเกิดอะไรขึ้น ออกมาบอกว่า "ควบคุมไม่ได้" ปล่อยให้มันมอดใหม้ และดูเหมือนว่า ไม่มีใครในประเทศนี้ สนใจ ... ที่จะรู้อะไร เพราะข่าวถูกปิดเงียบหมด.-
นายกฯ อภิสิทธิ์ เห็นต่างกองทัพ ชี้จีที 200 ไม่ควรใช้ ระบุชัดมีความเสี่ยงสูง ไม่คุ้มกับชีวิตประชาชน ระบุสั่งกลาโหม-ก.วิทย์เร่งทำความเข้าใจผู้ใช้และผู้เกี่ยวข้อง ขู่เล็งเรียกค่าเสียหายบริษัทตัวปัญหา แต่ระบุขอตรวจสอบอีกครั้งมีใครบ้าง สวนบริษัทผู้ผลิตหากมั่นใจของดีจริง ให้ยืนยันให้ชัดเจน เชื่อต้องมีการผ่าพิสูจน์แน่ เผยรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลก่อนทำหนังสือถึงอังกฤษ
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ วันนี้ (18 ก.พ.) เมื่อเวลา 15.50 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีปัญหาเครื่องตรวจมวลสารรุ่นจีที 200 ว่า เรื่องทั้งหมดยังไม่จบตนเข้าใจว่า สิ่งที่เขาสะท้อนให้เห็นคือประสบการณ์ของผู้ใช้ และผู้ใช้ในพื้นที่ก็ยืนยันในความมั่นใจของตัวเอง แต่ในเชิงนโยบายก็ได้ยืนยันว่าเมื่อมีการทดสอบและทดลองในเชิงวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์แล้วก็ต้องเชื่อผลทางวิทยาศาสตร์ และน่าจะสอดคล้องกับข้อมูลที่ปรากฏมาเป็นระยะๆ ในต่างประเทศ และตรงนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องให้กระทรวงวิทย์ไปทำความเข้าใจกับคนที่ใช้ในพื้นที่ เพื่อที่จะช่วยกันดูและอธิบายว่าที่มีความเชื่อว่าที่ใช้กันได้ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องคืออะไร และเมื่อทำความเข้าใจตรงนี้แล้ว คงจะทำให้การดำเนินการต่อไปสับสนน้อยลง เมื่อถามว่าหากเจ้าหน้าที่ยังจะใช้งานต่อไปจะไม่เป็นการหักหน้ากันของเจ้าหน้าที่หรือ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ ไม่มีการไปดำเนินการ เพราะในเรื่องตัวบุคคลแนวจะชัดเจน เพราะตอนนี้ถ้าไปใช้ ผู้ปฏิบัติจะทราบจากผู้บังคับบัญชาว่าเมื่อผลของการทดสอบออกมาและไปใช้แล้วเกิดปัญหากับตัวบุคคล ความปลอดภัยผู้ใช้จะมีความเสี่ยงอย่างสูง เพราะจะมีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ว่ามีรายงานในเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้ “ผมคิดว่าเรื่องนี้ผู้บังคับบัญชาได้ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เราก็เข้าใจความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ที่เขาคิดว่าเครื่องนี้เป็นอุปกรณ์สร้างความมั่นใจให้กับเขา แต่ขณะนี้มันยังไม่มีอะไรที่ไปทดแทนได้ ก็ย่อมเป็นปัญหาสำหรับเขาในขณะนี้และหากจะเอามาใช้ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย” นายกฯ กล่าว เมื่อถามว่ามีการเสนอให้นำไปทดลองในพื้นที่จริง นายกฯ ถามกลับมาว่า ใครจะออกแบบทดลอง และคำว่าทดลองในพื้นที่จริงแปลว่าอะไร “ผมยกตัวอย่างว่า ที่เขาบอกว่ามีมอเตอร์ไซค์ 3 คัน ชี้ไปแล้วเจอ 1 คัน เขาก็นับว่าอันนี้เจอ คิดเป็นสัดส่วนเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ คำถามก็คือว่า ผมไม่ทราบว่าเขาตรวจอีก 2 คันหรือเปล่า ถ้าทั้ง 3 คันมีอยู่เขาชี้ไปทางไหนมันก็เจอ แต่เขาไม่ได้ดูว่าอีก 2 คันมันมีหรือไม่ เพราะฉะนั้น นักวิทยาศาสตร์เขาก็อธิบายว่าในพื้นที่ซึ่งมีสารหรือวัสดุที่ต้องการจะหาเยอะ การที่มีเครื่องที่อาจจะไม่ได้ใช้งานจริงจะพบในสัดส่วนที่สูง นี่เป็นตัวอย่างในสิ่งที่ต้องไปทำความเข้าใจกันเพราะถ้าเขาบอกว่ามี 3 คันชี้ไปแล้ว 2 คันก็ไม่มี เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา อันนี้ก็ต้องมาทบทวน แต่ประเด็นที่ไปทดลองในพื้นที่ก็ต้องถามว่า มันควบคุมปัจจัยที่จะทดสอบได้หรือไม่ การที่เจอหรือไม่เจอในพื้นที่จริงจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการที่จะพิสูจน์ว่ามันใช้ได้ดีกว่า การสุ่มหรือไม่” นายกฯ กล่าว เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าในระดับปฏิบัติจะปฎิบัติตามนโยบายที่รัฐวางไว้ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้บอกกับผู้บัญชาการไปแล้ว และในช่วงเช้าก็ได้บอกกับรมว.กลาโหมไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น ทางกองทัพก็จะต้องเร่งไปทำความเข้าใจ และกระทรวงวิทย์ก็เช่นกันต้องเร่งทำความเข้าใจ และในเรื่องการแกะเครื่องพิสูจน์ นั้นในต่างประเทศเองก็มีการแกะแล้ว ผู้ที่ใช้งานก็ไม่สามารถตอบได้ว่าที่คิดว่าใช้ได้ ใช้ได้เพราะอะไร “แต่มันก็ธรรมดา สำหรับคนที่พอมีเครื่องมือ ที่บอกว่าใช้เทคโนโลยี เราก็ใช้กันเยอะ และเราก็ไม่รู้ว่ามันใช้งานด้วยวิธีการอะไร เพราะฉะนั้นเหตุผลนี้เป็นเหตุผลตอนที่เราออกแบบ ทดลองในกระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็เอากันว่าไม่ต้องมาเถียงกันว่าใช้งานได้เพราะอะไร เอาว่าใช้งานได้หรือไม่ บริษัทนี้ก็เพิ่งไปค้นพบว่าเคยผลิตอุปกรณ์คล้ายๆอย่างนี้ ก็ไปตรวจสอบที่สหรัฐฯผลออกมาแบบนี้” นายกฯ กล่าว เมื่อถามว่าแต่เจ้าหน้าที่ในภาคใต้บอกว่า ยังจะใช้ GT200 ต่อไปนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็จะมีความเสี่ยง ประการแรกคือถ้าไปตรวจสอบว่ามีวัตถุระเบิดหรือไม่ และหากไม่พบ อาจจะไปสร้างความเข้าใจผิดว่าจุดนั้นมันปลอดภัย ตนไม่อยากให้มันเกิดเหตุ เพราะก่อนหน้านี้มีเหตุที่เกิดขึ้นแต่เราไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร มีการพูดกันได้ว่าเครื่องนี้ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้เมื่อพิสูจน์แล้วพบว่าไม่ใช่เช่นนั้น แล้วยังมีการไปทำแล้วเกิดเหตุขึ้นมา ความรับผิดชอบจะตกอยู่กับเจ้าหน้าที่และความเสียหายก็จะเกิด และหากไปใช้กับตัวบุคคลก็จะเกิดการโต้แย้ง และรวมถึงเรื่องการละเมิดสิทธิ ดังนั้น สิ่งที่มอบไปกับ รมว.กลาโหมนั้น คือเรื่องให้เร่งคิดถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานโดเยไม่ใช้เครื่องมือ เมื่อถามว่า ทำไมสัญญาที่ทำไว้กับทางบริษัทจึงไม่สามารถผ่าเครื่องพิสูจน์ได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ที่อื่นมีการเปิดเครื่องออกมา และตัวคำอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า เทคโนโลยีหรือกลไกตัวไหนที่ทำให้ค้นพบ วัสดุนั้นมันไม่มีคำตอบ และถ้าจะทดสอบก็สามารถทำได้ เพราะตนก็จะดำเนินการให้มีการเรียกร้องค่าเสียหายจากทางบริษัทฯอย่างแน่นอน ว่าไม่เป็นไปตามสเปกที่ระบุไว้ ส่วนที่มีการอ้างสัญญาว่าถ้ามีการแกะเครื่องออกมาทางบริษัทฯจะไม่รับผิดชอบนั้น เราก็ไม่ต้องให้บริษัทฯ มารับผิดชอบเครื่องที่เปิดพิสูจน์ เรามีตั้งหลายร้อยเครื่อง แต่ในต่างประเทศเขาก็เปิดเครื่องกันออกมาแล้ว แต่ข้อถกเถียงก็ไม่จบในเรื่องการใช้ได้และใช้ไม่ได้ เพราะความรู้เรื่องนี้มันจะไม่ชัดเจน บริษัทก็อ้างได้ว่าไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าใช้ได้เพราะอะไร เพราะฉะนั้น หลักการทดสอบที่เป็นอยู่และต่างประเทศก็ใช้ก็เป็นหลักการเดียว กับที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ได้ดำเนินการไปว่าการมีหรือไม่มีเครื่องมือมีความ แตกต่างและมีนัยยะสำคัญทางสถิติหรือไม่ ซึ่งผลการทดสอบคำตอบคือไม่มี เมื่อถามว่า รมว.กลาโหมบอกกับนายกฯ หรือไม่ว่าจะใช้วิธีการหรือรูปแบบใดหลังไม่มีการใช้เครื่องจีที 200 นายกฯ กล่าวว่า เขาจะต้องไปดำเนินการ วันนี้ต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่คุ้นกับการมีเครื่องจีที 200 มานานพอสมควร และยังมีความเชื่อมั่นว่าใช้ได้ เมื่อถามว่าเว็ปไซต์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องจีที 200 เขียนบทความว่าการทดสอบของ ประเทศไทยไม่น่าเชื่อถือ นายกฯ กล่าวว่า เขาอ้างด้วยว่ามีการทดสอบที่อื่นก็ไม่ทราบว่ามีที่ไหนอ้างอิง เวลานี้ความจริงแล้วบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายจะต้องทำหน้าที่ ถ้าเขายังยืนยันว่าถูกต้อง เมื่อถามว่าค่าเสียหายที่ควรจะชดเชยมีจำนวนเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ยังได้หารือรายละเอียดลึกไปถึงจุดนั้น ต้องมารวบรวมข้อมูลก่อน ส่วนจะเรียกค่าเสียหายจากส่วนไหนบ้างทั้งตัวบริษัทผู้ผลิต หรือตัวแทนจำหน่ายนั้นคงต้องมาดูในข้อกฎหมายก่อน ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการจัดซื้อเครื่องจีที 200 ว่า มีการดำเนินการมาหลายปีต่อเนื่อง และหลักของการจัดซื้อก็มีการระบุความต้องการเฉพาะในพื้นที่ก็จะดำเนินการจัด ซื้อด้วยวิธีพิเศษตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่าถ้าส่อการทุจริตจะดำเนินการอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องมีการรายงานผลสรุปมาก่อน เพราะเราจะไม่ทราบจนกว่าจะเห็นที่มาทีไป จึงจะพิจารณาได้ ส่วนองค์กรอิสระคือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นั้นเขาก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว เมื่อถามว่า ในการทำหนังสือถึงสถานทูตอังกฤษเวลานี้ไปถึงไหนแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้ทำ เพราะตนต้องดูในรายละเอียดทั้งหมดก่อนว่าการติดต่อต้องผ่านใคร เอกสารที่บริษัทฯมานำเสนอนั้นเป็นอย่างไร อีกทั้งมีอะไรบ้างที่อังกฤษต้องช่วยเรา เพราะเป็นบริษัทในประเทศของเขาที่ส่งออกมาขายให้เรา วันนี้ต้องรอรายงานจากทั้งฝ่ายกองทัพ, ป.ป.ส. ,กรมศุลกากร และหน่วยงานที่ซื้อ เมื่อถามว่าอังกฤษควรจะช่วยเหลือไทยอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้อังกฤษก็มีการดำเนินคดีกับบริษัทฯ อยู่ ก็อาจเชื่อมโยงกันได้ว่าถ้ามีการเรียกร้องค่าเสียหายอาจจะต้องเอาข้อมูลมาแบ่งปันกัน เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายเช่นเราก็คงมีการดำเนินการโดยดูข้อกฎหมาย

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หรือ - สื่อมวลชนไทย .... เลือกอยู่ข้าง ... ฝ่ายเลว !!! – ต้องอ่านให้จบครับ

สื่อมวลชนไทย .... เลือกข้าง! อยู่ฝ่ายเลวต้องอ่านให้จบครับ

เข้าใจครับ ว่า สื่อหลายสื่อ ขณะนี้ มีความต้องการค่าโฆษณา เงินสนับสนุน จนขณะนี้ เกือบทุกสื่อ มองว่า การหยุดที่ทำให้ถูกต้อง ของ มาบตาพุด เป็น ปัญหาของชาติ ทั้งๆเป็นเรื่องที่ โรงงาน ภาคอุตสาหกรรม จะต้องทำให้สอดรับกับ กม.รัฐธรรมนูญ เพื่อขยับมาตรฐานชีวิตคนไทย ให้อยู่เทียบเท่านานาอารยะประเทศ ที่สนใจกันเรื่องสุขภาพ แบบยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ล้วนมี มาตรการทางด้านผลกระทบสุขภาพด้วยกันทั้งนั้น ประเทศไทย แค่เอาตามอย่าง ... เป็นความสนใจที...ภาครัฐควรมีต่อประชาชน ก้อเท่านั้น

หลายสื่อ หรือ เกือบทั้งหมด เลือกอยู่ฝั่งโรงงาน-ภาคอุตสาหกรรม เชียร์ให้ผ่านๆไป ทั้งที่อะไรๆ ยังไม่ถูกต้อง เสร็จสิ้น ห่วงเรื่อง เศรษฐกิจ หรือ ห่วงค่าโฆษณา ที่ PTT-SCG จับมือกันจ่ายแค่นั้นมั้ย คิดกันอย่างไร ถ้าวันหนึ่ง ประชาชน ต้องไปร้องเรียนผ่าน CNN, BBC หรือสำนักข่าวต่างๆ ของต่างชาติ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม .... ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ( ก้อขนาด ASTV ที่บอกจะยึดคืน ปตท. ยังเปลี่ยนไป เชื่อได้ แค่ไหน การที่บอกว่า การเมืองใหม่ !!! )

รางวัล ลูกโลกสีเขียว ของ ปตท., สื่อลวงโลกกับการพัฒนาพลังงานทางเลือก, ความมั่นคงทางพลังงาน อะไรนั่นทำด้วย จริงใจ หรือ จิงโจ้

และถ้ามี กลุ่มวิศวกรโยธา กลุ่มหนึ่ง ออกมาบอกว่า ทางด่วน ในกรุงเทพฯ ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ไม่มีความแข็งแรง อาจทรุดพัง เพราะปัญหาในการก่อสร้าง ซึ่งพบว่า ไม่มีความแข็งแรง ทุกสื่อ ... จะหุบปากเงียบสนิท เพื่อให้ทางด่วนนั้นมีการเปิด ... แบบนั้นมั้ย เพราะเหตุที่ .... ทางด่วน ซื้อโฆษณาแบบไม่อั้น!!! *** คำถามเปรียบเปรย ครับตรงนี้ *** และถ้า วิศวกรโยธา กลุ่มนั้น ร่วมอยู่ในขบวนการก่อสร้าง ซึ่งไม่ใช่เป็นพ่อค้าขายลูกชิ้น อยู่แถวนั้น การที่ออกมาบอกมาเตือน จึงไม่มีนัยสำคัญ ให้สนใจเลยหรืออย่างไร เสนอกันไป ได้นานๆ กับข่าว นาธานโกงเงินคนแก่ ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ถ้าทุกสื่อ เงียบสนิท ... ก้อแสดงว่า สื่อเลือกอยู่ฝ่ายเลว ... มั้ย !!! จึงไม่ให้มีขบวนการตรวจสอบ เมื่อเป็นสื่อ รู้ข่าวความเสี่ยงมาก แต่หุบปากกันหมด เพราะค่าโฆษณาปิดปากแบบนั้น หรือว่า ถ้าทางด่วน เปิดใช้ไม่ได้ รัฐบาลจะพัง เศรษฐกิจชาติจะเสียหาย เดินต่อกันไปไม่ได้ รอจนผู้คน-ประชาชนเสียหาย บาดเจ็บล้มตาย จึงขยับกันออกมา นับศพแข่งกันเสนอข่าว - ไม่คิดที่จะป้องกันเหตุที่จะเกิด แต่ชอบให้เกิดเหตุ นับศพเพื่อการเสนอข่าว-ขายข่าว เอาเรทติ้งกันไปวันวัน

From: airfresh society

Date: 2010/2/6 ส่งเมล์นี้ ไปเกือบทุกสำนักข่าว เมื่่อ 6 กุมภาพันธ์ 2553

ไม่มีใครสนใจ - ความเสี่ยงตายของคนมาบตาพุด - ก้อมันไม่ใช่ โรงงานปลากระป๋อง !!! นิ

Subject: คิดอย่างไร? ถ้าโรงงานขนาดใหญ่ ในมาบตาพุด ไม่ตอกเสาเข็ม ฐานราก ทั้งๆที่ก่อสร้างบนพื้นที่ปรับ-ถมใหม่ (ส่งถึง...ทุกสำนักข่าว) - หรือว่าแถวนี้มีแต่โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง !!!

To: adisakj@bangkokpost.co.th, admin@rakbankerd.com, airfresh society , airfresh.society@gmail.com, aof@saisawankhayanying.com, assadesh@windowslive.com, changethailand@thaipbs.or.th, chuwat@prachatai.com, citizen@thaipbs.or.th, dk@nationgroup.com, dolrutaic@bangkokpost.co.th, eastern_network@hotmail.com, editor@dailynews.co.th, editor@nationgroup.com, editor@prachatai.com, editor@thairath.co.th, editoronline@thannews.th.com, huii_354@hotmail.com, info@medias.co.th, info@thaitv3.com, innnews1@yahoo.com, jiranan@prachatai.com, khon.maptaphut@gmail.com, Krittawan_@hotmail.com, ktwebeditor@nationgroup.com, Lekkungs@hotmail.com, mic@matichon.co.th, morningnews@thaipbs.or.th, mutita@prachatai.com, naewna@naewna.com, naewna@yahoo.com, news@ch7.com, ning@saisawankhayanying.com, paireerak@yahoo.com, pattnapong@bangkokpost.co.th, people@thaipbs.or.th, perdpom@thaipbs.or.th, pinpaka@prachatai.com, pongpan@prachatai.com, publicforum@thaipbs.or.th, rachada@infoquest.co.th, sarayut@prachatai.com, sasithorn@infoquest.co.th, thongnoi@prachatai.com, tpct@inet.co.th, tvthai@thaipbs.or.th, webeditors@nationgroup.com, webmaster@banmuang.co.th, webmaster@dailynews.co.th, webmaster@mirror.or.th, webmaster@paidoo.net, webmaster@prd.go.th, webmaster@ryt9.com, webmaster@siamturakij.com, webmaster@sorayut.net, webmaster@thaipost.net, webmaster@thairath.co.th, webmaster@tnews.co.th, "wm@manager.co.th"

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

“ภาพลักษณ์” จะต้องจ้างโฆษณาอีกกี่พันล้าน

จากหลายๆ ข้อเห็นความคิด ที่นำเสนอว่า 1. บริหารความเสี่ยง ล้มเหลว 2. บริหารการตัดสินใจ ยอดแย่ 3. บริหารภาพลักษณ์ แบบฉาบฉวย เลยแนะนำให้เปลี่ยน โลโก้ใหม่ มีผู้ให้ความหมายของการสร้างภาพลักษณ์องค์กรไว้ว่า“The image of an organization is the perception of the organization based on what that organization says or does. Behind everything that an organization says and does are its members, so building the image of your organization will depend solely on what members you have.” สรุปง่ายๆว่า ภาพลักษณ์องค์กร หมายถึงภาพที่เกิดขึ้นในจิตใจหรือความรู้สึกนึกคิดของคนที่มีต่อหน่วยงานนั้นๆ ทั้งนี้การรับรู้หรือภาพดังกล่าวเป็นผลมาจากการกระทำของคนในองค์กรนั้นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ ดังนั้นการจะสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้สำเร็จมากน้อยเพียงไร จึงขึ้นอยู่ว่าองค์กรนั้นๆมีสมาชิกเป็นเช่นไร นั่นก็คือ หากองค์กรใด มีสมาชิกที่เข้มแข็ง มีผลงานเป็นที่ปรากฏเป็นรูปธรรม มีการบริการที่เป็นเลิศ มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา ภาพขององค์กรที่เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชนย่อมเป็นภาพเป็นที่ดี น่าเชื่อถือ มีผลให้การปฏิบัติงานตามพันธกิจขององค์กรบรรลุเป้าหมาย แต่ในทางตรงข้าม หากองค์กรใดสมาชิกส่วนใหญ่ขาดความกระตือรือร้น ไม่ได้รับการพัฒนา ไม่รู้ทิศทางเป้าหมายในการปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลให้ผลงานออกมาไม่มีคุณภาพ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือศรัทธาและความร่วมมือจากประชาชน “ภาพลักษณ์” ขององค์กรย่อมตกต่ำกลายเป็น “ภาพลบ ”ในที่สุด แต่.. ภาพลักษณ์สามารถสร้างได้และแก้ไขได้ หากองค์กรใดมีภาพลักษณ์ที่ดีอยู่แล้ว หน้าที่ขององค์กรนั้นคือรักษาภาพลักษณ์ที่ดีดังกล่าวไว้ให้ยืนนานและพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้น เพราะในโลกของการแข่งขันการหยุดอยู่กับที่คือการถอยหลัง แต่สำหรับองค์กรที่ภาพลักษณ์ปานกลางหรือไม่ดี แน่นอนว่าต้องรีบเร่งแก้ไขหรือปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดี เพราะหากยิ่งช้าจะยิ่งแก้ไขยาก มาถึงตอนนี้ ท่านคงอยากรู้แล้วว่า การจะสร้างหรือแก้ไขภาพลักษณ์เราต้องทำอย่างไรบ้าง ? ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น เราคงต้องมาทำความเข้าใจกับลักษณะพิเศษ (Character) หรือจะเรียกว่า สัจธรรมของภาพลักษณ์ ก็ได้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจกันก่อน ข้อแรกคือ ภาพลักษณ์เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ องค์กรที่ครั้งหนึ่งมีภาพลักษณ์ดียิ่งในสายตามประชาชนอาจจะกลายเป็นองค์กรที่มีภาพลบได้ถ้ามีข่าวลือหรือเหตุการณ์ร้ายเกี่ยวพันถึงเป็นเหตุให้กระแสความนิยมของประชาชนในขณะนั้นเปลี่ยนแปลงไป ข้อที่สอง ภาพลักษณ์ที่เสียไปแล้วแก้ไขยากและตกทอดถึงสมาชิกรุ่นหลังได้ การจะแก้ไขได้เพียงไรขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา เทคนิควิธีและความเชื่อถืออันเป็นทุนเดิมขององค์กรนั้นข้อที่สาม ภาพลักษณ์ที่เกิดจากการสร้างภาพไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาหรือเทคนิคทางการตลาด จะเกิดและสลายเร็วกว่าภาพลักษณ์ที่เกิดจากการผลงานอันเป็นรูปธรรมภาพลักษณ์เกิดขึ้นได้ 2 ทาง ทางแรก เกิดจากเนื้อแท้ขององค์กรนั้นที่กระทำมาเป็นเวลายาวนานสั่งสมจนฝังแน่นในความรู้สึกนึกคิดของคนจนกลายเป็นภาพลักษณ์ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปี และอีกทางหนึ่ง เกิดจากการสร้างเสริมปรุงแต่งโดยใช้เทคนิคการตลาดและการประชาสัมพันธ์เข้าช่วย ซึ่งอาจใช้เวลาสั้นๆแต่ได้ผลเร็ว ทั้งสองทางนี้มีจุดด้อยและจุดเด่นต่างกัน หากสามารถผสมผสานทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน คือทำดีและประชาสัมพันธ์ตนเองด้วย ก็จะเป็นแนวทางที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น บัดนี้ เราได้เห็นสัจธรรมของภาพลักษณ์แล้วว่า เปลี่ยนแปลงได้ แก้ไขยากและการสร้างภาพไม่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ในการสร้างภาพลักษณ์องค์กรอย่างยั่งยืนจึงต้องกระทำอย่างระมัดระวังและมีการวางแผนล่วงหน้า สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือ สำรวจทัศนคติของประชาชนที่มีต่อองค์กรเราก่อนว่าเป็นเช่นไร เป็นการประเมินตนเอง (Self Assessment) นั่นเองเพื่อจะได้แก้ไขได้ถูกทาง องค์กรที่มีหลายภารกิจหลัก อย่างเช่นกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งมีภารกิจหลักด้านบริการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และการเป็นที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ หากสามารถประเมินทัศนคติของประชาชนผู้รับบริการในแต่ละภารกิจได้ ก็จะทำให้สามารถปรับปรุงภาพลักษณ์ได้ตรงจุดยิ่งขึ้น ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้น การประเมินองค์กรจะต้องประเมินอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม ทั้งนี้เพราะองค์กรประกอบด้วยหลายองค์ประกอบที่หล่อหลอมเข้าด้วยกัน ผูกพันและเกื้อหนุนกัน หากองค์ประกอบใดบกพร่องอาจจะส่งผลให้องค์ประกอบอื่นเสียหายไปด้วย องค์ประกอบดังกล่าวได้แก่ ผู้นำองค์กร เจ้าหน้าทีผู้ปฏิบัติงาน อาคารสถานที่ ตลอดรวมไปถึงการให้บริการ การเข้าร่วมกิจกรรมสังคมของสมาชิกในองค์กร เครื่องแบบ แม้แต่โลโก้หรือเพลงของหน่วยงาน ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการประเมินในแต่ละข้อ อันจะนำไปสู่การปรับปรุง แก้ไขหรือสร้างใหม่ต่อไปเพราะการสร้างภาพลักษณ์ต้องดำเนินการทุกแง่มุม จะเลือกดำเนินการเฉพาะส่วนไม่ได้ และนี่เป็นเพียงบันไดขั้นแรกของการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น สายพิณ เชิงเชาว์ จาก http://region3.prd.go.th/ct/northforum/index.php?topic=384.0
ไฟยังโหมกระพือแท่นขุดเจาะน้ำมันปตท.สผ. ในออสเตรเลียไม่หยุด คาดอาจพังถล่มในไม่ช้า
เอเอฟพีเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นบนแท่นขุดเจาะน้ำมันเวส แอตลาส ที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของออสเตรเลียไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ยังคงโหมกระพืออย่างหนักและไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่พยายามอุดรอยรั่วน้ำมันด้วยดินโคลน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โฮเซ มาร์ติน ผู้อำนวยการบริษัท พีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย บริษัทในเครือของปตท.สผ. บริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศไทย แถลงในวันเดียวกันว่า ทางบริษัทยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้บนแท่นขุดเจาะนี้ ซึ่งเวลานี้บริษัทกำลังมีแผนสูบโคลนขึ้นมาอุดรอยรั่วของบ่อน้ำมันในวันนี้ เพื่อหยุดการรั่วไหลของก๊าซและน้ำมันจากใต้ทะเลไม่ให้ขึ้นมาปะทะกับอากาศเหนือผิวน้ำจนเกิดเพลิงลุกไหม้อีก ทั้งนี้ แผนการอุดรอยรั่วของบ่อน้ำมันดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วถึง 4 ครั้ง นับตั้งแต่ได้เกิดรอยรั่วมาตั้งแต่เดือนส.ค. ทำให้มีน้ำมันไหลทะลักลงสู่เขตทะเลติมอร์ไปแล้วนับพันบาร์เรล ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของออสเตรเลีย เตือนว่าหากแผนการอุดรอยรั่วน้ำมันยังไม่ประสบความสำเร็จ อาจส่งผลกระทบและทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ซึ่งรวมถึงปลาวาฬและโลมา ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น ที่มา -
ออสซี่เล็งสอบใหญ่แท่นปตท.รั่ว ไฟลามหนักยังหาทางดับไม่ได้
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายมาร์ติน เฟอร์กูสัน รัฐมนตรีพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติออสเตรเลีย แถลงยอมรับว่าความพยายามที่ผ่านมาเพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้น้ำมันดิบ ที่รั่วไหลออกมาจากแท่นขุดเจาะน้ำมัน "เวสต์ แอทลาส" นอกชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท.สผ.ออสเตรเลีย ในสังกัดบริษัท ปตท.ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ส่งผลให้กรณีการรั่วไหลดังกล่าวถูกโจมตีมากขึ้นจากบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากปล่อยให้เกิดการรั่วไหลต่อเนื่องนานถึง 10 สัปดาห์ น้ำมันดิบจำนวน 400 บาร์เรลต่อวันไหลลงสู่ทะเลติมอร์ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ด้านนิเวศวิทยาในบริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะเกิดลุกเป็นไฟขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายเฟอร์กูสันกล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้ทาง ปตท.สผ.ออสเตรเลีย เตรียมทดลองดับไฟอีกครั้งด้วยการใส่โคลนหนักๆ ลงไปในหลุมขุดเจาะ เพื่อลดการรั่วไหลของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เท่ากับเป็นการดับไฟไปในตัว หลังจากที่ความพยายามที่ผ่านมาส่งผลเพียงแค่ทำให้เปลวเพลิงที่ลุกไหม้บรรเทาลงเท่านั้นไม่ได้ดับลงแต่อย่างใด พร้อมกันนั้น ก็ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นอุบัติเหตุระหว่างการขุดเจาะครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปีของออสเตรเลีย ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศอย่างแน่นอน และเท่าที่พูดได้ในเวลานี้ก็คือ เมื่อใดที่หลุมขุดเจาะที่เกิดเหตุสามารถดับไฟได้แล้ว แท่นขุดเจาะอยู่ในสภาพปลอดภัยแล้ว ตนจะสั่งการให้สอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่และเป็นอิสระเพื่อประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีการดำเนินการเพื่อรับมือกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างไรในช่วง 10 สัปดาห์ที่ผ่านมา
นายอนนต์ ศิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เปิดแถลงข่าวกรณีที่องค์การแหล่งน้ำมันมอนทารา ประเทศออสเตรเลีย ที่ ปตท.สผ.ซื้อกิจการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ได้เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ ทำให้แท่นขุดเจาะเกิดความเสียหายว่า ขณะนี้ทางปตท.สผ.ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ บริษัท อเลิร์ท เวลล์ คอนโทรล เคยมีประสบการณ์ในการแก้ไขอุบัติเหตุเพลิงไหม้บ่อน้ำมันที่คูเวตและอิรัก เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา รวมทั้งประสานงานกับรัฐบาลออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด คาดว่า ภายใน 1- 2 วันนี้จะสามารถดับไฟ รวมทั้งสอบสวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ นายอนนต์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ทาง ปตท.สผ.ประมาณการการค่าเสียหายเบื้องต้นประมาณ 5,174 ล้านบาท ได้มีการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในไตรมาสที่ 3 แล้ว ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลกำไรสุทธิเพียง 2,198 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ ปตท.สผ.ได้ทำประกันภัยคุ้มครองความเสียหายอันเนื่องมาจากความเสียหายดังกล่าว 270 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,200 ล้านบาท (34 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) ขณะนี้อยู่ระหว่างการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย และสามารถนำไปบันทึกเป็นรายได้ในงวดถัดไป (เอเอฟพี/เอพี/มติชน) ที่มา -
ปตท.สผ.เร่งดับเพลิงไหม้หลุมขุดเจาะที่ออสเตรเลีย กรุงเทพฯ 2 พ.ย. -ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. ได้ชี้แจงถึงกรณีเหตุ เพลิงไหม้หลุมขุดเจาะของบริษัทในเครือ ที่ประเทศออสเตรเลีย คือบริษัท พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย จำกัด (พีทีทีอีพี เอเอ) ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) ว่า ล่าสุดค่ำวันนี้ยังหาทางแก้ปัญหาเพลิงลุกไหม้ให้เร็วที่สุด คาดว่าจะสามารถดับเพลิงได้ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้
โดยโครงการดังกล่าว ปตท.สผ. เข้าชื้อกิจการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในต้นปี 2552 มีแหล่งน้ำมัน แหล่งคือ Jabiru + Challis, Montara และ Cash Maple ซึ่งตอนนั้น แหล่งมอนทาราพัฒนามาได้ครึ่งทางแล้ว ปตท.สผ. มารับช่วงต่อ โดยตั้งเป้าการผลิตไว้ปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 เข้าไปติดตั้งพัฒนาหลุมผลิตน้ำมัน พบมีน้ำมัน/ก๊าซรั่วออกมา จึงอพยพพนักงาน-คนงานออกมาได้อย่างปลอดภัย จากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัทประมาณการค่าเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,174 ล้านบาท ซึ่งได้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในไตรมาสที่ 3 แล้ว ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลกำไรสุทธิของบริษัทเพียง 2,198 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีประกันภัยคุ้มครองความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้รับประกันภัย
นอกจากนี้ บริษัทได้ประสานกับรัฐบาลออสเตรเลียมาโดยตลอดเรื่องการกำจัดคราบน้ำมันและดูแลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวางแผนการสกัดการรั่วไหลของน้ำมันและก๊าซฯ ซึ่งด้วยกฎหมายเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของออสเตรเลีย และ ปตท.สผ. เลือกที่จะหยุดการรั่วไหลด้วยการเจาะหลุมใหม่เข้าไปสกัดการรั่วไหลที่ก้นหลุม ใช้ความพยายามอยู่ 5 ครั้ง มาประสบความสำเร็จในครั้งที่ 5 เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้ การทำงานทั้งหมดนี้อาศัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้านคือ บริษัท Alert Well Control และประสานงานกับรัฐบาลออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด ขณะที่เข้าไปควบคุมการรั่วไหลที่ก้นหลุม เกิดเพลิงไหม้ที่ปากหลุมโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต้องตัดต้นตอของเชื้อเพลิง ซึ่งทางบริษัทได้เข้าถึงชั้นน้ำมันและก๊าซที่รั่วไหลอยู่แล้ว ขณะนี้ได้เตรียมการสกัดกั้นการรั่วไหลด้วยการอัดโคลนกลับเข้าไปอีก คาดว่าจะทราบผลในวันนี้หรือพรุ่งนี้ โดยผลกระทบที่จะได้รับนั้น ทันทีที่สามารถดับไฟได้ บริษัทจะส่งทีมขึ้นไปตรวจสอบความเสียหาย ขณะนี้ได้จัดทำแผนคู่ขนานกันไปว่าจะสามารถกลับมาเริ่มผลิตน้ำมันได้เร็วที่สุดเมื่อไร. ที่มา - ข่าวที่เกี่ยวข้อง - ไฟไหม้แท่นขุดน้ำมัน ปตท. กลางทะเล คนงานหนีตายระทึก - ปตท.สผ. เร่งขจัดคราบน้ำมันในทะเลติมอร์ - ออสเตรเลียเร่งจัดการคราบน้ำมันรั่วไหล

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ปตท. - เสี่ยง ทรุด พัง แต่ก้อยัง เดินหน้าอุทรณ์

กลุ่มPTTเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดPDFPrintE-mail
FRIDAY, 05 FEBRUARY 2010 15:09

นายปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในวันนี้ (16 ตุลาคม 2552) กลุ่ม ปตท. ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว เพื่อให้มีโอกาสนำเรียนข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้องต่อศาลโดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนและอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยนอกจากกลุ่ม ปตท. จะดำเนินงานตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวด และปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายของภาครัฐอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยองอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการตรวจสุขภาพประจำปีของพนักงานจำนวน 3,000 คน จาก 11 บริษัทของกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่ระยอง ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่พบว่าพนักงานมีความผิดปกติใดๆ โดยเฉพาะ โรคมะเร็ง อันเกิดจากการปฏิบัติงานภายในโรงงาน

นอกจากนั้น สุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดไม่ได้มีปัญหารุนแรงแต่อย่างใด จากข้อมูลรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (พ.ศ. 2551) ซึ่งพบว่าจำนวนประชากรในจังหวัดระยองที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเท่ากับ 0.5% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรืออยู่ในลำดับที่ 21 ของจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งในหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ

นายปรัชญากล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการลงทุนของกลุ่ม ปตท. ทั้ง 25 โครงการเป็นโครงการที่ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว และไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีการวางแผนและลงทุนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้มลพิษในพื้นที่สูงขึ้น ยังกลับจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น โครงการผลิตและปรับปรุงน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐานยูโร 4 (EURO IV) ที่ช่วยลดสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) ที่เกิดจากไอเสียรถยนต์ โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังกลุ่มโรงงานปิ โตรเคมี ซึ่งเป็นการขนส่งในระบบปิดและไม่มีกระบวนการผลิตที่ต้องปลดปล่อยสารใดๆ ออกสู่ภายนอก

นอกจากนี้โครงการของกลุ่ม ปตท.16 โครงการ เป็นโครงการที่ไม่มีการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) อีก 5 โครงการมีการจัดการและควบคุมมลพิษทางอากาศตามมาตรฐานการปรับลดและสำรองสัดส่วนค่าระบายมลพิษตามที่รัฐกำหนด (มาตรการ 80:20) และอีก 4 โครงการใช้อัตราการระบายมลพิษต่อพื้นที่ตามกรอบการระบายมลพิษต่อพื้นที่ที่ นิคมอุตสาหกรรมกำหนด รวมทั้ง บางโครงการยังเป็นโครงการสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่อใช้ในโรงงาน อาทิ เข่น โครงการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อนำไอน้ำที่ผลิตได้เองจากโครงการมาเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหากโครงการต่างๆ ดังกล่าวถูกระงับ นอกจากจะทำให้สูญเสียโอกาสในการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำของท้องถิ่นอย่างคุ้มค่าอีก ด้วย

ทั้งนี้ ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ เพื่อผลักดันให้เกิดความชัดเจนและมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเร็วที่สุด โดยกลุ่ม ปตท. ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานฐานราก-งานโครงสร้าง โรงงานต่างๆ

คิดอย่างไร ? ถ้าโรงงานขนาดใหญ่ ในมาบตาพุด ไม่ตอกเสาเข็ม ฐานราก ทั้งๆที่ก่อสร้างบนพื้นที่ปรับ-ถมใหม่
  • แปลกใจมั้ย !!! ทำไมจึงมีการระงับโครงการยาวนาน ทั้งๆ ที่หลายฝ่าย ออกมากดดัน ว่าจะกระทบ...ปากท้องประชาชน และรายได้ของชาติ รวมถึงการลงทุนต่างๆ
  • คิดอย่างไร !? กับความมั่นคงแข็งแรง ของโครงสร้างรับท่อขนาดใหญ่ สูงมากกว่า 15 เมตร หอ-กลั่น สูงมากกว่า 20 เมตร สูงประมาณ ตึก 6-8 ชั้น โดยไม่ตอกเสาเข็มฐานราก และทั้งหมดที่เห็นในรูป พบแล้ว 3 โครงการ ทั้งถูกระงับ และอยู่ระหว่างทดสอบระบบ โครงการอื่นๆ อยู่ระหว่างติดตามข้อมูล
  • ใช้ ค่าความสามารถรับน้ำหนักของดิน 90 ตันต่อตารางเมตร เป็นข้อมูลฐานในการออกแบบ ทุกฐานรากจึงไม่จำเป็นต้องมีเสาเข็มทุกโครงการอนุมัติแบบ ถูกต้องตาม กม.
  • เวลาก่อสร้างเร่งรัดมาก สร้างเสร็จ 1ปีครึง ถึง 2 ปี ประกาศออกมาแต่ละที่ หลายหมื่นหลายพันล้าน งานถมดิน งานคอนกรีตฐานราก โครงสร้างคอนกรีต ทำเสร็จในเวลา 6-7 เดือน
  • ถ้าโรงงานแถวมาบตาพุด ผลิตอาหารกระป๋อง น้ำผลไม้ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ ....
  • หรือดันทุรังกันต่อไป ... พอเกิดเหตุแล้วโทษกันไปมา ว่าน่าจะรอให้ขบวนการเสร็จสิ้น
  • หรือว่า ... มีลางบอกเหตุ อะไร ... จึงทำให้ยังคงให้มีการตรวจสอบกันอยู่ หรือเพื่อรอ...ส่วนนี้เพิ่มเติมเข้าไป ในขบวนการศาลปกครอง ให้ตรวจสอบซ้ำอีกเรื่อง หรือไม่
  • ถึงตอนนี้ แต่ละส่วนแต่ละฝ่าย คิดกันแบบไหน เข้าใจหรือยัง ว่าที่ยังรอ รออะไร!?

รับรู้ร่วมกัน และมีอิสระที่จะคิด ... ว่าควรจะทำอะไร ระหว่างการรอ ระหว่างการทำเอกสาร HIA / EIA ต่างๆ

รูปด้านล่าง คือ โรงงานที่กล่าวถึง
การทรุดของงานจำนวนมาก ระหว่างงานติดตั้งท่อและเครื่องจักร
การติดตั้งฐานรากตื้นหล่อสำเร็จ เพื่อเร่งรัดงาน
Shallow Foundation for Pipe Rack Structure / Tower & Equipment Foundations
สำหรับโรงงานนี้ - หอสูง 3 ต้น ที่เห็นมีการตอกเสาเข็ม
โครงสร้างส่วนใหญ่ไม่มีการตอกเสาเข็ม แต่โรงงานข้างเคียงตอกเสาเข็มจำนวนมาก
รู้สึกโชคร้ายที่ได้ระลึกรู้...จึงได้ติดตามข้อมูลเข้าไป จนมีความแจ่มชัด
... แต่ถ้าไม่ได้บอกไม่เตือน รอจนมีปัญหา บาปคงจะติดตามตัวไปตลอด
คนมีบ้านที่มาบตาพุด - ระลึกรู้เมื่อ 5 ธันวาคม 2552

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 คืออะไร ?

โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 คืออะไร ? บทความกฎหมาย ผู้เขียน: พิชัย พืชมงคล วันที่: 24 สิงหาคม 2009 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ บัญญัติว่า สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการอนุรักษ์บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบ ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง 1 2. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ (1). ให้โรงงานตามบัญชีท้ายประกาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ที่ต้องจัดทำ EIA ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 เป็นโรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง (2). ก่อนพิจารณาคำขออนุญาตของโรงงานตามข้อ 1 ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียก่อน โดยวิธีการให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงาน EIA ออกตามมาตรา 46 และ 51 ของพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 (3). ในการพิจารณาคำขออนุญาตโรงงานตามข้อ 1 ให้ผู้อนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 พิจารณาเฉพาะโรงงานที่ผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมการผู้ชำนาญการตามมาตรา 49 ของพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 แล้วเท่านั้น โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน จึงต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) 5 ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน (Health Impact Assessment : HIA) 6 และยังต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียตามหลักเกณฑ์และวิธีการในประกาศฯ ด้วย 2 3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ ๒๕๕๐ ประกาศใช้บังคับมาสองปีแล้ว รัฐก็ยังไม่มีกฎหมาย กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน รวมทั้งจัดตั้งองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงทำให้บรรดาองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะเอกชน มีอุปสรรคขัดข้อง ไม่อาจลงทุนตั้งหรือขยายโรงงานมาร่วม 2 ปีแล้ว กฎหมายกลายเป็นอุปสรรค ขัดขวางการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการลงทุนของชาติ ถึงบัดนี้ ยังไม่มีการจัดตั้งองค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ตามกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็น ต่อโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง ก่อนที่จะดำเนินโครงการต่อไปได้ บรรดาโครงการขออนุญาตตั้งโรงงานและขอส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก ที่เข้าลักษณะเป็นโครงการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง แม้ว่ารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ของโครงการ ผ่านความเห็นชอบแล้ว แต่รายงานผลกระทบต่อสุขภาพ ยังไม่ผ่านและยังไม่มีความเห็นจากองค์กรอิสระ จึงต้องหยุดชะงัก ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ เฉพาะโครงการที่รอการพิจารณาของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) 23 โครงการ ก็มีมูลค่ารวมถึง 323,661 ล้านบาท 4. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ได้ลงนามยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง โรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 22 ก.ค.51 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.52 โดยกล่าวว่า เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ได้บัญญัติให้การดำเนินการโครงการหรือกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมิน ผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียก่อน แต่ปัจจุบันนี้ ยังมีปัญหาด้านความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มีผู้รับผิดชอบหลายหน่วยงาน โดยกระทรวงอุตสาหกรรม จะได้เป็นเจ้าภาพหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาข้อสรุปในแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจนตาม มาตรา 67 วรรคสอง ภายใน 1 เดือน และให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป3 5. เมื่อวันที่ 24 สค. 2552 นายโกศล ใจรังษี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงว่า ขณะนี้คณะทำงานกำหนดรายชื่อโครงการ หรือกิจการที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ได้สรุปรายชื่อ 8 กิจการ คือ 1) เหมืองใต้ดินที่ชั้นหินแตกหักง่าย 2) เหมืองตะกั่ว/แมงกานีส 3) โรงถลุงเหล็กด้วยการละลายเคมีในชั้นดิน และกิจกรรมผลิตเหล็กขั้นต้น 4) โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง ที่มีผลผลิตจากการใช้สารที่ก่อให้เกิดสารพิษในอากาศ 14 ชนิด หรือมีสารพิษรุนแรงก่อให้เกิดการเสียชีวิต 5) นิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานเหล็กและปิโตรเคมีตั้งอยู่ 6) โรงฝังกลบของเสียอันตราย โรงงานเตาเผาของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม 7) โรงไฟฟ้าจากถ่านหิน และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งจะเสนอให้นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมลงนามเป็นประกาศใน วันที่ 24 ส.ค.นี้ ทั้งนี้ โครงการหรือกิจกรรมที่เข้าข่ายมาตรา 67 รัฐธรรมนูญ 2550 จะต้องได้รับความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และได้รับความเห็นจากองค์กรอิสระ ซึ่งเดิมคณะทำงานได้จัดทำร่างรายชื่อ 17 กิจการ เข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง กรอ.มีมติเห็นชอบ 2 ประเด็น คือ 1) ให้หน่วยงานราชการที่มีอำนาจสามารถดำเนินการอนุมัติ อนุญาตโครงการลงทุนต่าง ๆ ไปได้ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา 2) ให้กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศรายชื่อโครงการหรือกิจการ และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รับทราบอีกครั้งในวันที่ 26 ส.ค. 2552 การพิจารณาจากร่างรายชื่อเดิม 17 กิจการนั้น มีเพียง 8 กิจการที่กระทรวงอุตสาหกรรม มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติ อนุญาต ส่วนอีก 9 กิจการ เป็นอำนาจการอนุมัติของหน่วยงานอื่น เช่น โครงการถมทะเล, สนามบิน, ท่าเทียบเรือ เป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม, โครงการเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำ เป็นอำนาจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหากต้องการกำหนดให้เป็นโครงการที่เข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ต้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาอนุมัติเป็น ผู้ออกประกาศ ในทางกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมไม่สามารถออกประกาศนอกเหนือจากอำนาจได้ หรือแม้แต่ให้ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จะใช้บังคับเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ไม่สามารถบังคับภาคเอกชนได้ 4 6. เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 คณะกรรมการกฤษฎีกา มีมติว่า ในเวลาที่ยังไม่มีกฎหมายใหม่ออกมารองรับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 เพื่อไม่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินหรือการประกอบอาชีพของประชาชน ต้องสะดุดลง หน่วยราชการจึงสามารถดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติหรืออนุญาตโครงการ ตามกรอบกฎหมายเดิมไปก่อนได้ แต่มติคณะกรรมการกฤษฎีกา มีฐานะเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมาย ไม่ใช่กฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา มีมติให้ทำได้ แต่การฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น ผู้อนุมัติหรืออนุญาต อาจถูกฟ้องคดีหรือถูกดำเนินการได้ หน่วยราชการต่างๆ จึงกังวล ไม่กล้าดำเนินการใดๆ ข้อควรพิจารณาต่อไป คือ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม มติของ กรอ.และมติของคณะรัฐมนตรี ที่กำหนดว่า โครงการประเภทใดเป็น โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงนั้น สามารถใช้บังคับได้แค่ไหน เพียงใด รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 มิได้บัญญัติความหมายของโครงการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ไว้ จึงต้องถือว่า โครงการใดก่อผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ก็จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการในการอนุญาตหรืออนุมัติโครงการ ตามมาตรา 67 ดังกล่าวข้างต้น ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม มติ กรอ. และมติครม.จึงมีผลเพียงเป็นการกำหนดแนวทางและนโยบาย ในการพิจารณาอนุญาตหรืออนุมัติโครงการ ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โครงการตามที่ฝ่ายบริหารกำหนด จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดของโครงการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 แต่อย่างใด กล่าวคือ โครงการใด แม้ไม่ใช่เป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือมติคณะรัฐมนตรี เช่น โครงการทำสนามกอล์ฟ หรือโครงการถมทะเลที่น้อยกว่า 500 ไร่ แต่ถ้าเป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ก็จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 และหากหน่วยงานราชการใดไม่ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 ก็อาจถูกประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบฟ้องร้องได้ 7. ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย ที่ ๓/๒๕๕๒ เรื่อง ศาลปกครองสูงสุดส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 56 วรรคสอง และมาตรา 59 หรือไม่ ว่า 7 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีเจตนารมณ์ให้ สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองไว้ มีสภาพบังคับได้ทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศให้มีผลใช้บังคับ โดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นมาใช้บังคับก่อน ถ้าปรากฏว่า การดำเนินโครงการหรือกิจการ อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพต่อบุคคลหรือชุมชน บุคคลหรือชุมชน ย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสาม เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ดำเนินโครงการหรือกิจการนั้น จัดให้มีการศึกษาและประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือการให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพให้ความเห็น ก่อนดำเนินโครงการหรือกิจการได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง 8. ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาล จึงควรต้องตระหนักว่า รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์แล้ว หน้าที่ของรัฐบาล จึงควรเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวกับ การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และการจัดตั้งองค์กรอิสระตามมาตรา 67 เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นต่อโครงการฯ ส่วนการกำหนดว่าโครงการใด เป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ของฝ่ายบริหาร นั้น มิ ได้เป็นการกำหนดที่มีผลเด็ดขาด ทั้งนี้ ยังต้องขึ้นอยู่กับประชาชนและชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งศาลปกครองว่า เห็นด้วยกับการประกาศกำหนดของฝ่ายบริหาร หรือไม่ เพียงใด ถ้าไม่เห็นด้วย ประชาชนและชุมชน ก็อาจฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ รวมทั้ง ใช้สิทธิขอให้ถอดถอนผู้อนุมัติหรืออนุญาตให้ออกจากตำแหน่งได้ ถ้าปรากฎมีพฤติกรรม ส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ข้อมูลอ้างอิง 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ ๒๕๕๐ 2. รัฐธรรมนูญมาตรา 67 เดทล็อคของกระทรวงอุตสาหกรรม 3. นสพ.สยามรัฐ 4. นสพ. ประชาชาติธุรกิจ 5.การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หมายถึง การใช้หลักวิชาการในการทำนายหรือคาดการณ์ ผลกระทบ ทั้งในทางบวกและทางลบ ของการดำเนินโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อม ในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติ และทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อจะได้หาทางป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมในทางลบ ที่อาจเกิดขึ้นให้เกิดขึ้น น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อย่างมีประโยชน์ มีประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของนักบริหารว่า สมควรดำเนินโครงการหรือไม่ การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากได้รับการนำมาใช้ในการวางแผนป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ภายหลังดำเนินโครงการไปแล้วได้มาก และเป็นวิสัยทัศน์ของนักบริหารโครงการในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มุ่งเน้นการป้องกันปัญหามากกว่าการแก้ไข ที่มา สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 6. Health Impact Assessment หรือ HIA เป็นกระบวนการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ แผนงาน หรือโครงการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านการประเมินความเสี่ยง ระบาดวิทยา ผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะเริ่มต้นดำเนินการใด ๆ เพื่อเสนอแผนงานหรือปรับปรุงการดำเนินการ ให้มีการป้องกันผลทางลบและส่งเสริม สุขภาพ ที่ดีของมนุษย์ดังนั้นการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ จึงเป็นการนำเอามิติสุขภาพที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนากิจกรรมใดๆ กิจกรรมหนึ่งเป็นตัวตั้งที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากการเดิมที่เป็นอยู่ โดยพิจารณาจากคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่มา เว็บ kittinan 7. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓/๒๕๕๒ อ่านแล้วก็ยังงงงงกับภาษากฎหมายนะ สรุปง่ายๆว่า โครงการที่ต้องทำ EIA น่าจะต้องปฏิบัติตาม ม.67 แน่ๆโดยต้องทำ HIA และ การมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ครบตาม รธน. ส่วนพวกที่ไม่ต้องทำ EIA นี่ก็ต้องขึ้นกับหน่วยงานที่รับผิดชอบกระมัง ว่าจะต้องทำตาม ม.67 หรือไม่ จาก http://antiboring.wordpress.com/

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ความเห็นแบบไม่ใช้ความรู้ - ของ นายกไทย เรื่องมาบตาพุด

เห็นแบบไม่ใช้ความรู้
หรือมีความรู้แล้วไม่ออกความเห็น
ถูก-ผิด มีคำอธิบาย
ผู้คน ... เลยเข้าใจ อะไร ผิดเพี้ยน แบบ นายก ชอบทำ อยู่ตลอด เหมือนหลักปักเลน เอาแน่ อะไม่ได้
การเป็นผู้นำ จะตัดสินใจอะไร ต้องชัดเจน ไม่ได้ต้องการให้เป็นดำหรือขาว แต่ทุกวันนี้ ชอบทำเป็น สีช้ำเลือดช้ำหนอง
เอาแบบเรื่อง มาบตาพุด พูดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาอะไร ชัดเจน ไม่ได้ โรงงานที่ เขาให้ความร่วมมือ หยุดระงับ เพื่อทำให้ถูกต้อง เขาจะคิดอย่างไร ถ้ามีกรณี ละเว้น บางโรง ที่บอกส่งผลกระทบ กะกระเป๋า รัฐบาล

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

จิตสาธารณะ กับ วิศวะก่อสร้าง

สำหรับ คนอายุ 40 ปีขึ้น คงจำกันได้สำหรับข่าวแก๊สรั่วในอินเดีย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ที่มีคนตายเกือบ 4000 คน เจ็บป่วย หลายหมื่นคน เรียกว่า ชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ กับ โรงงาน UNION CARBIDE ทั้งหมด รวมทั้งคนที่อยู่ในโรงงานนั้นด้วย ... ประมาท เลินเล่อ หรือ อุบัติเหตุ จะอะไรก้อตามเถอะ คนที่ทำงานก่อสร้าง ควรจะต้องตระหนักถึงพิษภัยที่จะเกิดขึ้นเมื่อโรงงานสร้างเสร็จแล้ว บางครั้งการทำงานในหน่วยเล็กๆ เป็นคนงานตบดินให้แน่น ถ้าละเลยหน้าที่แล้ว การทรุดก้ออาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้าการทรุดนั้น ไปอยู่ในจุดสำคัญ ที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของก๊าซอันตรายด้วย ดังนั้น การเป็นวิศวะก่อสร้าง ไม่ใช่จะมุ่งทำงานตามแบบตามสเปค ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น แต่ควรจะต้องยั้งคิดว่า ส่วนงานที่กำลังทำนั้น เหมาะสมถูกต้องตามสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่
ส่วนใหญ่ งานที่วิศวะก่อสร้างทำในการก่อสร้างโรงงาน - ทำตามแบบ ทำตามข้อกำหนด โดยไม่ละเลย หลีกเลี่ยง แต่จะไม่รู้เลยว่า สื่งที่อยู่ด้านบน ฐานรากที่ทำขึ้น น้ำหนัก กี่มากน้อย เพราะไม่ใช่ผู้ออกแบบ แต่เมื่อทำมันเสร็จแล้ว ปรากฎว่า มีส่วนประกอบต่างๆ มากมาย ที่นำไปไว้บนโครงสร้าง ที่สร้างกันขึ้น มาถึงตอนนี้ ควรจะทำอย่างไร ... ถ้านึกไม่ออก อยากให้ดู วิดีทัศน์ ด้านล่าง ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ แบบนี้ ท่านจะรู้สึกอย่างไร
คงไม่ได้ทำให้กังวลใจ ... ถ้าสิ่งที่ทำมาโดยตลอด ทำอยู่บนความถูกต้องที่ควรจะทำแล้ว

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข่าวซ้ำซาก - ที่จะเป็นข่าวได้ทุกวัน เพราะรั่วได้ทุกวัน แบบที่เคยแบบที่เป็น

บันทึกด้านบนเป็น Case ที่มีการรั่วไหลและระเบิด ของโรงงานเคมี ในต่างประเทศ และครั้งร้ายแรงที่สุด ที่Bhopal มีคนตายเกือบ 4 พันคน ของ Union Carbine หรือ Dow Chemical และวันนี้มาที่มาบตาพุด แต่รอว่าวันไหนจะถูกบันทึก
ระบบปิดตา ไม่ว่าไม่มีปัญหามลพิษ เหมือนน้ำเสียที่ปล่อยลงใต้ผิวน้ำทะเล ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP แค่มองไม่เห็นจากเรือ แต่มองเห็นจากทางอากาศ
คนทั้งประเทศคงตะลึง กับข่าวรายวัน กับการรั่วของก๊าซ ที่มาบตาพุด แต่คนที่มาบตาพุดชาชินแล้ว ที่เป็นข่าวมากช่วงนี้ เพราะมีคนใส่ใจมาก โดยปกติถ้าไปยืนอยู่ใกล้ๆโรงงานสัก 4-5 นาที ก้อแทบจะเป็นลมสลบ หลายๆโรง ปล่อยกระปิดกระปอยออกมา มันก้อรวมกันอยู่ในอากาศตรงนี้ ที่มาบตาพุด
มีหลายคนถามว่าคนมาบตาพุด ได้อะไรจากโรงงาน จะได้ก้อตอนก่อสร้างโรงงานเท่านั้น มีคนทำงานก่อสร้างสัก 2-3 พันคน ประมาณ 1 ปีครึ่ง หลังจากสร้างเสร็จแล้ว จะเหลือคนทำงานประมาณ 150-250 คน หรืออาจจะต่ำกว่าร้อย ที่ออกมากินข้าวออกมาซื้อของ ถ้าโรงงานใหม่ ไม่เข้ามาก่อสร้างล่ะ ... ผู้บริหารของโรงงาน ส่วนใหญ่ก้อจะพักแถวสัตหีบ ในระยอง ในบ้านฉาง หรือไกลกว่านั้น แทบจะหาอาหารรสชาดดี ในตลาดมาบตาพุดไม่ได้ ในเวลาเย็น กับข้าว-ผัก-ผลไม้-ขนม จัดเตรียมไว้ขายกับคนที่ใช้แรงทำงาน เกือบทั้งหมด
มีหลายคนถามว่า พ่อค้า-แม่ค้า ในมาบตาพุด ได้อะไรจากโรงไฟฟ้า ขนาด 1400 MW ด้วยเงินลงทุน 4 หมื่นล้าน หลายคนคิดย้อนกลับ ไป เมื่อปี 2547-2549 แล้วก้อจะตอบอะไรไม่ได้ ว่าได้อะไร เพื่อแลกกลับการอยู่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ไปอีก 30 ปี ไม่รู้ว่าวันไหนอะไรจะพัง อะไรจะรั่ว วันไหนก้อวันนั้น ไม่ต่างกับ ระเบิดที่รอเวลา หลายคนบอกใช้ถ่านหินชั้นดี ไม่มีมลพิษ แต่คงที่บอกแบบนั้น นั่งจิ้มแป้น ที่กรุงเทพฯ ก้อแบบนั้น
NEW DELHI: On the eve of the 25th anniversary of the Bhopal Gas Disaster, theMadhya Pradesh high court at Jabalpur dealt another blow to the
victims in their quest for justice. The victims of the world's biggest ever industrial disaster have received only about one-fifth of the compensation promised to them under the 1989 agreement. ( Watch Video ) Stung by the injustice of this paltry compensation, the victims had approached the apex court, which had approved the 1989 agreement. It was only in 2004 that the Supreme Court admitted a plea by gas victims seeking to reopen the compensation issue. Three years later, in 2007, the court rejected it, asking the victims to approach the state government. An application was then filed before welfare commissioner R S Garg who rejected it in January this year. The harried and desperate victims knocked on the doors of the MP high court to quash this order. But the HC turned it down on November 30. ``It's back to square one. We will go back to the Supreme Court again,'' says N D Jayaprakash of the Bhopal Gas Peedith Sangharsh Sahyog Samiti, which is one of the victims' organisations spearheading the struggle. The gas leak from Union Carbide's pesticide plant in Bhopal in 1984 killed an estimated 20,000 people and left over 5.69 lakh people with a range of injuries and disabilities. In 1989, the Supreme Court approved a settlement between the central government and Carbide under which the company agreed to pay $470 million (Rs 713 crore in the exchange rate of the day) as compensation and the government agreed to drop all civil and criminal proceedings against it. The government declared that this compensation amount was to be distributed amongst 1,05,000 injured and kin of 3000 dead. It soon became clear that this figure of casualties was a gross under-estimate, arrived at without any survey. Yet the government went ahead and distributed the same amount among five times the number originally stated. Of the Rs 713 crore paid by Carbide, Rs 113 crore was paid to people who had suffered property or livestock damage. The remaining Rs 600 crore was distributed among nearly six lakh victims or family members of those who died. On an average, each victim has received Rs 12,410. In contrast, in the high profile Uphaar tragedy of 1997, in which after a sustained legal battle for over six years, the kin of those who died got Rs 15-18 lakh and the injured got Rs 1 lakh each. Victims were also paid 9% interest for 6 years elapsed in the court case. In the Bhopal case, no interest was paid. Criminal cases against Union Carbide officials too are still pending after they were reopened in 1991. A non-bailable warrant against Warren Anderson, chairman of Union Carbide was issued in 1992 by a Bhopal court but remains unserved. Anderson was arrested three days after the disaster and bailed out immediately, after which he fled the country never to return. Dow Chemical Company, which bought Union Carbide in 2001 has refused to take any responsibility for pending matters and when a Bhopal court asked them to appear in court in 2005, they obtained a stay from the high court.