วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โซนนิ่งคลังก๊าซเสนอปรับผังเมืองใหม่มาบตาพุด


โซนนิ่งคลังก๊าซเสนอปรับผังเมืองใหม่มาบตาพุด

2009-07-28
คลอดแผนคุมมลพิษมาบตาพุด ลุยทำเวชระเบียนสุขภาพ 31 ชุมชนเฝ้าระวังโรค ด้านเอ็นจีโอ ทำแผนที่ชุมชนเสี่ยงคลังก๊าซ ปล่องมลพิษ
นายสุรินทร์ สินรัตน์   เลขานุการนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองมาบตาพุด   จ.ระยอง กล่าว ถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ จ.ระยองว่า  หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในการประกาศเขตควบคุมมลพิษครอบคลุมเขตเทศบาล ต.มาบตาพุด ต.เนินพระ ต.มาบข่า   ต.ทับมา อ.เมืองระยอง และ ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง โดยกำหนดให้จัดทำแผนปฏิบัติการฯ เสร็จภายใน 120 วันนั้น
ในส่วนของเทศบาลมาบตาพุด ได้ตั้งคณะอนุกรรมการ ชุดโดยมีผู้แทนจาก 31 ชุมชนเขตมาบตาพุด จัดทำแผนและมาตรการด้านคุณภาพน้ำ อากาศ ขยะอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเพิ่มด้านสังคม สุขภาพ และผังเมืองเข้าไว้ด้วย เนื่องจากมาบตาพุดค่อนข้างมีปัญหาแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆที่เคยประกาศเขตควบคุมมลพิษมาแล้ว ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ เตรียมสรุปแผนงานให้ทางเทศบาลภายในปลาย ก.ค.นี้ และเทศบาลมาบตาพุดจะสรุปแผนสุดท้ายเสนอทางจ.ระยอง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้  
นายสุรินทร์กล่าวว่า สำหรับแผนงานด้านสุขภาพ ได้แก่ การเฝ้าระวังสุขภาพชาวบ้านตามกลุ่มเสี่ยงต่างๆเช่นอยู่ในทิศทางไหนของลม และใกล้กับแหล่งกำเนิดไหน โดยตั้งเป้าจัดทำระเบียนสุขภาพของชาวบ้านแยกตามโรคต่างๆ อาทิ ภูมิแพ้ ผื่นคัน โรคมะเร็ง ทั้งนี้เพื่อใช้ติดตามประเมินผลในระยะยาว และคงต้องอาศัยทางกระทรวงสาธารณสุข และนักวิชาการด้านโรคต่างๆเข้ามาช่วย ส่วนด้านคุณภาพน้ำ ทั้งส่วนการอุปโภค ภาคเกษตร ประมงนั้นก็เป็นงานเร่งด่วนที่ต้องเห็นผลที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะน้ำใต้ดินในครัวเรือนที่ปนเปื้อนนสารอินทรีย์ระเหยง่าย จนนำมาใช้ไม่ได้ และยังขาดระบบประปาที่ยังไปไม่ถึง ตามแผนจะเสนอให้ใช้น้ำหอสูง
จ่ายให้กับชุมชนที่เดือดร้อนไปก่อน   
เมื่อเร็วๆนี้ได้หารือกับทางโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) โดย เสนอให้โรงงาน จัดทำบ่อพักน้ำเสียของโรงงานก่อนจะปล่อยลงสู่ลำรางสาธารณะ รวมทั้งจะขอให้ปรับค่าพารามิเตอร์เรื่องงอุณหภูมิ ของน้ำที่จะปล่อยออกมาทิ้ง จากเดิมที่คพ.กำหนดไว้ไม่เกิน 40 องศาฯแต่เทศบาลเห็นว่าเป็นค่าที่สูงเกินไป และเสนอให้ปรับค่าเท่ากับอุณหภูมิน้ำตามธรรมชาติด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าคพ.และโรงงานจะเห็นด้วยหรือไม่ ” นายสุรินทร์ กล่าว
เมื่อถามว่าในอนาคตจะเรียกร้องค่าชดเชยให้กับชาวบ้านได้หรือไม่ นายสุริทร์ยอมรับว่าอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะนำเอาความเจ็บป่วย ไปเคลมกับความรับผิดชอบของโรงงาน ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงได้ยาก แต่อย่างน้อยภายใต้แผนปฏิบัติการฯเทศบาลก็อยากเห็นการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม   เนื่องจากที่ผ่านมาเทศบาลได้รับการร้องเรียนเข้ามามาก กรณีที่ไม่สามารถใช้บัตรเขียวรักษาฟรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายใต้งบกองทุนระยองเข้มแข็ง สมัยปี 2550-2551 ที่เปิดให้คนที่มีทะเบียนบ้านในพื้นที่มาบตาพุดนำบัตรเขียวไปเข้ารับรักษาในโรงพยาบาลที่กำหนด แต่ปรากฎว่าชาวบ้านนำไปใช้แล้วทางโรงพยาบาลไม่รับรักษา โดยมีสาเหตุจากกองทุนไม่ได้จ่ายเงินให้กับโรงพยาบาล เพราะเงินในกองทุนหมด ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบปัญหากันอยู่
ทำแผนที่ชุมชนเสี่ยงคลังก๊าซ - เสนอย้ายออก
ด้าน น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ได้ร่วมกับทีมนักวิชาการลงพื้นที่ศึกษาว่ามีชุมชนไหนบ้างที่มีความเสี่ยงกับปัญหามลพิษจากโรงงาน โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศครอบคลุมนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ระยอง อาทิ นิคมมาบตาพุด นิคมเหมราช นิคมตะวันออก นิคมเอเชีย เพื่อจะทำแผนที่ชุมชนว่าอยู่ใกล้คลังก๊าซในรัศมีเท่าไหร่ มีปล่องกี่ปล่อง   อยู่ติดโรงงานไหนบ้าง   มีความเสี่ยงอย่างไร ทั้งนี้เพื่อเสนอให้ทำโซนนิ่ง และนำไปใช้กำหนดในผังเมืองมาบตาพุดฉบับใหม่ที่จะหมดอายุในปี 2552 โดยเฉพาะชุมชนหนองแฟบ ถือเป็นหนึ่งในชุมชนที่ถูกล้อมกรอบจากโรงงานจนแทบไม่เหลือความเป็นชุมชนดั้งเดิมอยู่แล้วนั้น ในอนาคตอาจหากยังไม่ได้รับการเยียวยาและถูกรุกเป็นเขตสีม่วงไปเกือบหมด อาจต้องพิจารณาย้ายชุมชนออกไปอยู่ที่อื่นๆแทน


คลังก๊าซ อยู่ตรงกลางระหว่างชุมชนจำนวนมาก


ภาพโรงกลั่นสิงคโปร์ระเบิด ก.ย.2554


แฉเงินกองทุนถูกถลุงหมด  
ด้าน นายสมบัติ เนินจรัญ รองประธานชุมชนบ้านหนองแฟบ ต.มาบตาพุด จ.ระยอง    กล่าวว่า   ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดส่งผลให้ชาวบ้านป่วยระบบทางเดินหายใจเรื้อรังมานาน   เมื่อปี 2551 ทางนิคมฯได้จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต โดยทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้าน เพื่อทำบัตรรักษาพยาบาลฟรีแจกให้กับชาวบ้านในเขต มาบตาพุด  โดยมี อดีตประธานชุมชนชาวบ้านหนองแฟบคนเก่า  นำบัตรสีเขียวมาใช้ในการหาเสียง เลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนฯ และมาทำบัตรให้ถึงที่บ้าน ชาวบ้านจึงทำไว้ แต่เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง และชาวบ้านไปใช้สิทธิในโรงพยาบาล แห่งที่กำหนดให้เข้าไปรักษาได้ เช่น โรงพยาบาลสิริกิตต์ ก็พบว่าไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ โดยได้รับการชี้แจงจากโรงพยาบาลว่าหมดงบที่ตั้งไว้แล้ว  ขณะนี้โรงพยาบาลก็ กำลังฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลที่ค้างชำระอยู่จากคณะกรรมการชุดนี้ด้วย  
อย่างไรก็ตาม บัตรสีเขียวนั้นมีผู้ได้รับเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สนิทสนมกับคณะกรรมการชุดนี้  ชาวบ้านจึงไม่ได้สนใจ และหันไปใช้สิทธิบัตรทอง และประกันสังคมแทน แต่ที่ค้างคาใจคืองบ โครงการกว่า 30 ล้านบาทนั้นไม่น่าจะหมดลงภายใน ปี อาจจะหมดเพราะสาเหตุอื่น อย่างเช่นการนำงบประมาณส่วนนั้นไปใช้จ่ายเป็นการส่วนตัว
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การยอมรับ "โรงงานอันตราย ไม่ตอกเสาเข็ม"




"โรงงานอันตราย ไม่ตอกเสาเข็ม" ก้อย่อมเพิ่มความอันตรายเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงที่จะทรุดพังได้ ดินเมื่อเจอน้ำคุณสมบัติอ่อนตัว อีกทั้งโครงสร้างเมื่อมีการสั่น การเคลื่อนตัวของ ของเหลวความดันสูงในระบบท่อ ย่อมมีการสั่นไหวของฐานรากที่กระทำกับดินอีกด้วย และเมื่อข้อกำหนดค่าทรุดตัวต่างกันที่ยอมรับได้ เพียง 0.5 ซม. เท่านั้น แสดงว่าถ้าทรุดมากกว่านี้ จะมีปัญหาการแตกรั่วของข้อต่อต่างๆ ด้วยแล้วนั้น ย่อมเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีก เพราะสร้างทำต่ำกว่ามาตรฐานในขั้นตอนการเลือกใช้ฐานรากตื้น ซึ่งข้อเสียข้อแรกคือ ความเสี่ยงในการทรุดตัว การยอมรับให้เรื่องนี้ ผ่านไปเท่ากับ ยอมรับการให้มีการก่อสร้างโรงงานอันตรายต่ำกว่ามาตรฐาน แบบถูกกฏหมาย ที่อ้างว่า ออกแบบได้ แต่ก่อสร้างได้ตามแบบหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ


"โรงงานอันตรายที่อันตรายนี้ อยู่ข้างตลาด อยู่กลางชุมชน เกิดเหตุหายนะ จะกระทบใหญ่หลวง เพราะมีคลังก๊าซขนาดใหญ่" การปล่อยให้โรงงานดำเนินการ โดยไม่มีการตรวจสอบเสริมสร้างความแข็งแรง ย่อมเท่ากับทิ้งความเสี่ยงภัยใหญ่หลวงให้สาธารณะ สังคมมีกฎหมายมากมาย ที่ใส่ใจผู้คนในสังคม ห้ามเมาแล้วขับ ใส่หมวกกันน๊อค คาดเข็มขัดนิรภัย  ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับ แต่ในสังคมอื่น มีมาตรการอื่นอีก เช่นที่เมืองโอ๊คแลนด์ ของนิวซีแลนด์ ตำรวจต้องคอยตรวจจับผู้หญิงที่ขับรถและให้นมลูกไปด้วย จับได้ชั่วระหว่างการรณรงค์ ความปลอดภัยของเด็กในรถแค่ 10 วัน 3 รายแล้ว สารวัตรชาแนน เกรย์ ตบอกร้องว่า การทำเช่นนั้น เป็นอันตรายทั้งแม่ทั้งลูกอย่างยิ่ง หากเกิดต้องหยุดรถอย่างกะทันหัน หรือเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้น เด็กาจกระเด็นตกจากรถเขายังเปิดเผยด้วยว่า ตำรวจยังรู้สึกตกใจด้วยเมื่อพบกับการปล่อยให้เด็กนั่งอยู่ในกระโปรงท้ายรถ ซึ่งพบมาหลายรายเช่นกัน.การเรียกรถยนต์ที่พบว่า มีปัญหาด้านความปลอดภัย กลับเข้ามาซ่อมบำรุงปีละหลายล้านคันนั้น ก็เป็นตัวอย่าง ของมาตรการความปลอดภัยของสังคมประชาชนด้วย

อิงหลักวิชาหลักการ หลักอิทัปปัจจยตา นั่น ... ที่จะทำให้สังคมไม่เป็น "ตาบอดคลำช้าง"

สึนามิญี่ปุ่น ภาพที่ไม่เคยเห็นก้อได้เห็นแล้ว ดอนเมืองน้ำลามทุ่งยังไล่รื้อได้ แล้ววันนี้ สังคมไทยจะรอดูอะไรอีก

หายนะภัยแผ่นดินไหวสึนามิในญี่ปุ่น ... สร้างกระแสให้ ผู้คนในนานาอารยะประเทศหันมาสนใจ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ว่าแข็งแรงดีหรือไม่ ปลอดภัยกับผู้คนประชาชนในประเทศของตนหรือไม่ / แต่แปลกดี ... คนประเทศไทย รัฐบาล ศาลปกครองสูงสุด หน่วยงานรัฐ สส. สว. ฝ่ายค้าน สื่อมวลชน เครือข่ายสิ่งแวดล้อม เครือข่ายสังคมสาธารณะ กลับเฉยชาแกล้งทำไม่รู้ไม่เห็นไม่สนใจที่ ปตท. มาสร้างโรงงานเสี่ยงจำนวนมาก ในมาบตาพุด โดยไม่ตอกเสาเข็มฐานรากทั้งหมด เพียงอ้างว่าทดสอบดินแล้ว ดินแข็งแรงกว่าโรงงานติดกัน
3-7 เท่า จึงไม่จำเป็นต้องตอกเสาเข็ม ให้โครงสร้างขนาดมหึมาจำนวนมาก ทรุดพังเพียงเล็กน้อย ท่อ-ข้อต่อแตก ก๊าซอันตราย ก๊าซไวไฟรั่ว จนอาจเป็นต้นเหตุหายนะภัยใหญ่หลวง โดยเฉพาะโรงแยกก๊าซ ที่ 6 ที่มีคลังก๊าซแอลพีจี ขนาดใหญ่ เทียบเท่ารถก๊าซ 4 พันคัน ... สยองแค่ไหน!!! กับเหตุรถก๊าซ 1 คัน ระเบิดเมื่อ 20 ปีก่อน ในถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ฯ ถ้าเกิดเหตุหายนะที่มาบตาพุดแล้ว ควรจะโทษใคร?
 
สำเหนียกสำนึก เรื่องความปลอดภัย ควรมาก่อนการหลบเลี่ยงข้อ กม. การก่อสร้าง ถ้าบ้านนี้เมืองนี้ มีโรงงานอันตรายมากมาย ไม่ต่างกับป้ายโฆษณาเสี่ยง เห็นอย่างไรกัน ใครๆ ก้อยากเลียน แบบ วิธีง่ายๆ แบบ ปตท. จะให้ประชาชน ว่ายวน ทุกข์ซ้ำซากอยู่ การมีศาลปกครอง คืออะไร ไม่ใช่ลอกของนอกมา แล้วไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ให้ความธรรมถูกต้องไม่เบี่ยงเบน เลิกเถอะครับ ภยาคติ ทั้งหลาย ล้วนอันตรายกับชาวบ้าน หายนะไม่เกิดก้อดีไป ถ้าเกิดล่ะ นานาอารยะ เขาคงถ่มถุย ว่า "เลวล้มเหลว ในทุกระบบ"
 
ท่านสุเมธ เคยนำพระราชดำรัสมาบอกว่า "บ้านเรือนไม่ตอกเสาเข็ม มันก้อล้มพัง" ... แต่ที่มาบตาพุด สร้างโรงแยกก๊าซใหม่ โรงงานสารเคมีอันตราย เกลื่อนเมือง ไม่ตอกเสาเข็มฐานรากทั้งหมด ... บ้านเมืองนี้ ปกติดีมั้ย!!! (หรือท่านไม่รู้เรื่องนี้ ...)

การสร้างทำ ต่ำกว่ามาตรฐาน แม้จะเขียนขึ้นกำหนดขึ้นเอง ผลร้ายใหญ่หลวงไม่เฉพาะกับเจ้าของหรือคนสร้างทำ แต่มันสร้างหายนะใหญ่หลวงกับ สรรพชีวิต และสภาวะแวดล้อม คนไทยไม่ค่อยรู้เรื่องนี้มาก เพราะสื่อมวลชนไทยปิดข่าวนี้กันหมด เสียหายมากแค่ไหน ทำไมรัฐบาลอินโดนีเซีย เรียกค่าเสียหายสูงถึง 35,000 ล้านบ้าน แต่ตรงนั้นกลางทะเลติมอร์ ถ้าเกิดที่ปากอ่าวไทย อะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทยบ้าง

คนมาบตาพุด ... คือ พี่น้องคนไทย ที่เสียสละ อยู่ในพื้นที่มลพิษรุนแรง แล้ววันนี้ จะต้องทิ้งให้ เสี่ยงตายกันอีกหรืออย่างไร ... คนนะครับ ไม่ใช่เศษผักเศษปลา ไม่มีชีวิต พวกผม วิศวกรที่สร้างทำกันอยู่ตรงนั้น ย่อมรู้ดีว่า ทำกันไว้ดีแค่ไหนอย่างไร ไม่ต้องให้คนอื่นๆ มาบอกว่ามันแข็งแรงปลอดภัยดี ...




ข้าพเจ้า ใคร่ขอน้อมนำบางส่วน ของพรปีใหม่ปีพุทธศักราช 2555 ที่ในหลวงทรงพระราชทาน ให้แก่ปวงชน มาประกอบในการพิจารณา กับข้อร้องเรียนที่นำเสนอมานี้ 



... ระหว่างปีที่แล้ว เหตุการณ์ต่างๆในบ้านเมืองนับว่าเป็นปรกติดี แต่พอเข้าปลายปี ก็เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่เป็นเหตุให้ประชาชนหลายจังหวัด ต้องประสบอันตรายและความเดือดร้อนลำบาก ความเสียหายครั้งนี้ดูจะร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา ข้อนี้ น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจอย่างสำคัญ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า วิถีชีวิตของคนเรานั้นจะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาเนืองๆ ไม่มีผู้ใดจะอยู่เป็นปรกติสุขอย่างเดียวได้ ทุกคนจึงต้องเตรียมกาย เตรียมใจ และเตรียมการไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อเผชิญและป้องกันแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนต่างๆ ด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยสามัคคีธรรม

ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ประชาชนชาวไทยได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท โดยมีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิดกำกับอยู่ตลอดเวลา ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใด ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปให้ทันการณ์ทันเวลา ผลงานทั้งนั้นจะได้ส่งเสริมให้แต่ละคนประสบแต่ความสุขความเจริญ และทำให้ชาติบ้านเมืองดำรงมั่นคง และก้าวหน้าต่อไปด้วยความผาสุกสวัสดี ..."

วันนี้ประเทศไทย จะยอมให้มีโรงงานอันตราย สร้างทำกันด้วยความไม่มั่นคงหรือ ป้ายโฆษณาเสี่ยงมากมายนั้นก็ล้วนได้รับการอนุมัติถูกต้องตามกฏหมาย ยากที่จะไล่รื้อ และการที่ละเลยที่จะให้มีการตรวจสอบเรื่อง ปตท.ออกแบบสร้างทำ โรงงานอันตราย โดยไม่ตอกเสาเข็มฐานราก สร้างทำต่ำกว่า มาตรฐานโรงแยกก๊าซ ที่ ปตท. กำหนดขึ้น ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้คือ

  1. อ้างถึงข้อกำหนดค่าทรุดตัวต่างกันที่ยอมรับได้ เพียง 0.5-1.5 ซม ถ้าทรุดเกินกว่านี้ จะทำให้เกิดปัญหากับข้อต่อต่างๆแตกรั่ว เกิดแรงบิดมหาศาลในระบบท่อ เกิดการเอียงของแกนเครื่องจักรต่างๆ ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงของฐานรากโครงสร้างพิเศษสำคัญ ว่ายอมให้ทรุดตัวน้อยมาก เสมือนยอมให้ทรุดไม่ได้เลย แต่ การดำเนินการออกแบบก่อสร้างโรงงานอันตรายอายุการใช้งาน 30-40 ปี กลับสวนทางกับมาตรฐานที่กำหนดขึ้น โดยมีข้อสังเกตุดังนี้
    • การเลือกใช้ฐานรากตื้น ไม่มีเสาเข็ม ซึ่งมีความเสี่ยงทรุดตัวสูง และยอมรับเรื่องการทรุดตัวได้ อีกทั้งยังก่อสร้างบนพื้นที่ปรับถมดินใหม่ด้วย
    • การทดสอบความแข็งแรงของดินแบบกดน้ำหนัก (Bearing Capacity Test) ซึ่งปกติจะใช้กับความลึกของชั้นดินเดิม ไม่ใช่ดินปรับถมใหม่ และทดสอบเพียง 5 จุด ตก 1 จุด แล้วนำค่ารับน้ำหนักประลัยสูงมากถึง 90 ตัน/ม2 ไปใช้ออกแบบฐานรากโครงสร้างพิเศษสำคัญทั้งโรงงาน การทดสอบทำในขณะที่ดินมีความชื้นต่ำเสมือนว่า นำค่าแข็งแรงสูงสุดของดินไปใช้ ทั้งนี้ถ้าดินมีความชื้นมาก ดินจะอ่อนตัวมาก การทดสอบลักษณะนี้ จึงไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง
    • ค่าความสามารถรับน้ำหนักดินสูงมากถึง 30 ตัน/ม2 แม้ว่าจะอ้างว่าใช้ค่าความปลอดภัยเท่ากับ 3 แล้วนั้น สามารถออกแบบสร้างถังเก็บน้ำสูงเท่าตึก 8 ชั้น โดยไม่มีการทรุดเลย (ซึ่งเป็นค่าสูงมากที่ปกติไม่มีใครใช้ ซึ่งดินที่มีลักษณะเป็นหินทราย หรือดินดาน ที่ตอกเสาเข็มไม่ลง ยังใช้กันเพียง 20 ตัน/ม2)
จากการระบุในคำสั่งของศาลปกครองระยองว่า เป็นสิทธิ์ของผู้ออกแบบ ที่จะเลือกใช้ค่ารับน้ำหนักดินในการออกแบบ ทั้งการเลือกชนิดของฐานรากที่เสี่ยงทรุด จึงไม่น่าจะเป็นความเห็นตามหลักวิชาวิศวกรรมโยธา ในด้านการออกแบบเพื่อความปลอดภัยของโรงงานอันตราย ซึ่งผู้อนุมัติแบบ ก็ควรจะให้ข้อท้วงติงตามสำนึกของวิศวกรด้วย

  1. ขบวนการก่อสร้าง ที่ปกปิดข้อมูลความสามารถรับน้ำหนักของดิน ทั้งแบบก่อสร้างและ ข้อกำหนดงานดินรวมทั้งการทดสอบ ไม่มีระบุถึง ค่ารับน้ำหนักสูง 30 ตัน/ม2 เลย การก่อสร้างย่อมสร้างทำไม่ได้ตรงกับการออกแบบ ในส่วนนี้เปรียบได้กับกับการสูบยางรถยนต์ โดยไม่มีเครื่องวัดความดันลม จะรู้อย่างไร ว่าสูบลมเข้าไปแต่ละเส้นแข็งเท่าไหร่ แข็งเท่ากันหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีการทดสอบดินอีกเลย ก่อนวางฐานรากหล่อสำเร็จ หรือหล่อในที่ จากแบบก่อสร้างที่ไม่ระบุ ค่ารับน้ำหนักของดินในแบบ ย่อมไม่สามารถสร้างทำได้ตรงตามการออกแบบ แม้อ้างว่า อนุมัติแบบแล้วถูกต้องตามกฏหมาย

การที่ศาลปกครองระยองมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องไม่ใช่วิศวกรผู้ออกแบบ ไม่สามารถประเมินเรื่องการทรุดตัวนั้น จึงไม่ได้นำหลักวิชา มาพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวหน้าองค์คณะตุลาการ จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา ย่อมมีความเข้าใจในเรื่องที่กล่าวมาใน ข้อ.1 และ ข้อ2 ได้ดี เพราะเป็นเรื่องง่ายๆ ในการวินิจฉัย

จากที่กล่าวมาถ้ามองในหลักวิชาและหลักเหตุผลแล้ว เป็นปรากฏการณ์ และสถานการณ์ที่เลวร้าย กว่า คำว่า สร้างทำ โรงงานอันตราย โดยไม่ตอกเสาเข็ม เพราะมีการปกปิดข้อมูลสำคัญในการก่อสร้าง ซึ่งยังไม่รวมการชี้แจงแจ้งเท็จว่า มีการตรวจสอบติดตาม มาโดยตลอด ตามคำให้การของ ปตท. นั้น ทั้งที่ไม่ได้ทำ เพราะมีการซ่อมทรุดจำนวนมาก ระหว่างติดตั้งเครื่องจักร และข้อมูลการเก็บระดับ ไม่มีการตรวจสอบกันอีกเลย จนผู้ฟ้องนำเรื่องไปร้องเรียน และจากเหตุผลทั้งหมด ย่อมระบุได้ว่า การวินิจฉัยไม่รับคำฟ้องของศาลปกครองระยองนั้น ใช้หลักวิชา หรือหลักเหตุผล หรือไม่ในการพิจารณา

ตลอดปี 2554 ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่เคยพบเห็นอันเกิดจากภัยธรรมชาติก็ได้ประจักษ์ ความเสียหายมากมายที่ยากต่อการประเมินผลกระทบกับประชาชน และสรรพสิ่งต่างๆ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว-สึนามิ ในญี่ปุ่น และประเทศไทยจากเหตุน้ำลามทุ่งท่วมจนหลายนิคมอุตสาหกรรมล่มจมน้ำเกือบทั้งหมดที่มวลน้ำมหาศาลหลากผ่าน ความแข็งแรงไม่เพียงพอของคันกั้นน้ำ ประตูน้ำ การประเมินผิดพลาด น้ำท่วมดอนเมือง น้ำท่วมจนคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร บางเขน เสียหายอย่างหนัก เพราะประเมินผิดพลาด ขนหนีน้ำไม่ทัน ความจริงประจักษ์แล้วดังปรากฏ กลับไม่ได้ทำให้ คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่พิจารณาคำฟ้องนี้ เกิดความสนใจใส่ใจได้เลย ด้วยการทอดเวลายาวนานมามากกว่า 3 เดือนจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผู้ฟ้องได้ติดตามมาโดยตลอด ทั้งเขียนคำชี้แจงเพิ่มเติมเมื่อมีเรื่องราวที่สืบเนื่องกัน ครั้งล่าสุดได้เขียนคำร้องขอให้ช่วยเร่งรัดการพิจารณาและร้องขอให้ออกหมายเรียก ขอพยานเอกสารข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  เมื่อ 10 ตุลาคม 2554 ก่อนน้ำจะท่วมอาคารศาลปกครองไม่กี่วัน ระยะเวลาที่เนิ่นนาน เสมือนการขาดจิตสำนึกตระหนักภัยอันจะเกิดกับประชาชน ทั้งที่ได้ประจักษ์แล้วกับเหตุการณ์ต่างๆ กับการคาดไม่ถึง เอาไม่อยู่

และแม้ศาลปกครองระยองจะมีความเห็นว่า ผู้ฟ้องจินตนาการไปเองถึงเหตุหายนะภัย ที่จะเกิดขึ้นจากคลังก๊าซไวไฟขนาด 4,200 คันรถ ที่อยู่ระหว่างโรงแยกก๊าซใหม่ 2 แห่งนั้น จะเกิดระเบิด ในเมื่อความเสี่ยงอยู่ใกล้ตลาด อยู่กลางชุมชน เหตุร้ายแรงที่สุดอันเกิดขึ้นได้จึงควรต้องถูกประเมิน เป็นกระบวนทัศน์ที่ถูกต้องแล้ว เมื่อเห็นอุบัติภัยจากภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่หลายประเทศยังต้องเพิ่มกฏควบคุมพิเศษขึ้น คงมีแต่ประเทศไทยหรืออย่างไร ที่ละเลยความปลอดภัยของประชาชน ขณะนี้ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อันใด หรือองค์กรวิศวกรรมใดเข้าไปตรวจสอบ นอกจากคำชี้แจงของ ปตท. ว่าทุกอย่างแข็งแรงปลอดภัยดี มีการตรวจสอบมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ซึ่งผู้ฟ้องมีเอกสารมากมายว่าเป็น การชี้แจงแจ้งเท็จ แต่ศาลปกครองระยอง ก็เชื่อเอกสารเท็จเหล่านั้น ทั้งที่ความแข็งแรงเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ ระยะเวลาที่ผ่านมาเหมือนทิ้งให้ประชาชนเผชิญภัย ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ท้องฟ้าที่ถูกเผาจนแดงเหนือโรงแยกก๊าซ กับเสียงรถไซเรนดังต่อเนื่องของทุกค่ำคืน คือผลกระทบในจิตใจผู้คน แม้ศาลปกครองระยองว่า ไม่มีผลกระทบ แต่จากกลิ่นก๊าซแอลพีจีรั่วรุนแรง และหมอกควันปกคลุมไปทั่วในยามดึก ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา นั้นมาจากขบวนการผลิตที่ไม่เสถียรของโรงแยกก๊าซใหม่ ประการหลังนี้ มีผลกระทบประชาชนแล้ว

จากการพิจารณาไม่รับคำฟ้อง โดยไม่อิงหลักวิชาหลักเหตุผล การทอดเวลายาวนาน ละทิ้งประชาชนเผชิญเหตุภัย ควรหรือไม่ที่กล่าวว่าเป็นดุลยพินิจอันอิสระ ของตุลาการศาล หรืออันจะมาจาก ภยาคติ ที่มีต่อองค์กรทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ดังที่ผู้ฟ้องอ้างถึง ว่าได้ส่งเรื่องนี้ ให้กับหลายส่วนหลายฝ่าย แต่ก็พากันเฉยชาทำไม่รู้ไม่เห็นกันทั้งหมด และในระหว่างที่รอคำสั่ง ผู้ฟ้องได้เข้าไปให้ข้อมูลกับผู้คนผ่านโซเซียลเน็ตเวอร์ค เพราะสื่อมวลชนไม่นำเสนอข่าว ซึ่งก็เหมือนเดิม คนที่เป็นแกนนำผู้คนเรื่องจิตอาสา จิตสาธารณะ ต่างพากันเฉยชากับข้อมูลนี้ด้วย ถึงเวลานี้แล้วจะพึ่งใครได้ ที่แม้แต่ ประธานศาลปกครองสูงสุด ยังขอให้สื่อมวลชนช่วย เรื่องมีกลุ่มคนจ้องจะล้มศาล ฯ

ดังทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ขอพึ่งอำนาจของความยุติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ โปรดพิจารณา โดยอิงหลักวิชาหลักเหตุผล ดำเนินรอยตามคำพระราชดำรัสของในหลวง เพื่อสร้างความผาสุกให้เกิดกับประชาชนได้อย่างแท้จริง

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ผลงานของ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์



โน่นนี่นั่น! เรียกร้องหากันจังให้ผู้คนมีจิตสาธารณะ ปตท.สร้างโรงแยกก๊าซใหม่เสี่ยงไม่ตอกเสาเข็ม เพียงอ้างว่า "ดินแข็งแรงกว่าโรงงานติดกัน" หัวหน้าคณะตุลากการ ศาลปกครอง ที่เป็นอาจารย์พิเศษ ผู้เชี่ยวชาญ กม.อหังสาริมทรัพย์ / สว.รสนา ที่ชนะฟ้องคดี ปตท. ดูแล้วจะไม่เข้าใจ - เทคนิคพิเศษหรืออย่างไร ดูกันไม่รู้เรื่องทั้ง สรยุทธ
, สุทธิชัย(หยุ่น) และ สนธิ(ลิ้ม) สื่อที่อ้างธรรมอ้างดีนำหน้า หรือเพราะเป็นผลงานของ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ก้อไม่รู้ .... ?

(คงต้องเรียกหาจิตสาธารณะจาก โน๊ต อุดม, ตัน อิชิตัน, โก๊ะตี๋ ผีน่ารัก หรืออย่างไร เพราะระหว่างโรงแยกก๊าซใหม่ 2 โรงที่ไม่ต้องเสาเข็มฐานรากทั้งหมด ดันมีคลังก๊าซเยอะถึง 4,200 คันรถ)

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ฐานราก โรงงานติดกันกับ โรงแยกก๊าซ ที่ 6 ปตท. ทำไมต้องใช้เสาเข็มเจาะ

ฐานราก โรงงานติดกันกับ โรงแยกก๊าซ ที่ 6 ปตท. ทำไมต้องใช้เสาเข็มเจาะ ขนาด 350 มม. ยาว 10 เมตร และกำหนดค่าความสามารถรับน้ำหนักของดินไว้ในแบบเพียง 5 ตัน/ม2 ซึ่งน้อยกว่า 6 เท่า เทียบกับของ ปตท. ใช้ออกแบบฐานรากตื้น (ไม่ใช้เสาเข็มฐานรากทั้งหมด) ที่ 30 ตัน/ม2 ชั้นดินที่ห่างกันเพียง ไม่กี่ร้อยเมตร อยู่ในรั้วเดียวกัน ค่ารับน้ำหนักของดิน ต่างกันถึง 6 เท่า ตามไปดู แบบของ โรงงานติดกัน ซึ่งในแบบที่ขนาดฐานราก เท่ากันนั้น ใช้เสาเข็มมากมายเท่าไหร่ ตามดูกันครับ



ค่าดินรับน้ำหนักแบกทาน 30 ต้น/ม2 เป็นลักษณะหินปูนหินทราย 

ดูกันชัดๆ คลังกลางอยู่ตรงกลางระหว่างชุมชน จำนวนมาก


ภาพโรงกลั่นระเบิด

โรงกลั่นในสิงค์โปร์ไฟไหม้ระเบิด ขนาดมีอุปกรณ์ดับเพลิงชั้นเยี่ยมยังเอาไม่อยู่




โรงงานแพร็กแอร์ อยู่ภายในรั้วของโรงแยกก๊าซ ปตท. มาบตาพุด 
แบบก่อสร้างกำหนด ค่ารับน้ำหนักของดินไว้เพียง 5 ตัน/ม2 เท่านั้น

แบบฐานรากของโรงแยกก๊าซที่ 6 
ซึ่งไม่มีข้อมูลความสามารถรับน้ำหนักดินไว้เลย ทั้งที่เป็นฐานรากตื้น
แบบฐานรากของโรงงานแพร็กแอร์ ระบุการใช้เสาเข็มเจาะจำนวนมาก
มีข้อมูลความสามารถรับน้ำหนักดินไว้ 5 ตัน/ม2 ทั้งที่ใช้เสาเข็มเจาะ 350 ยาว10 เมตร
แบบฐานรากของโรงงานแพร็กแอร์ ระบุการใช้เสาเข็มเจาะจำนวนมาก
มีข้อมูลความสามารถรับน้ำหนักดินไว้ 5 ตัน/ม2 ทั้งที่ใช้เสาเข็มเจาะ 350 ยาว10 เมตร


โรงงาน แพร็กแอร์ โครงการ 404 MTPD CO2 SYSTEM 
แบบก่อสร้างเมื่อ 4 มีนาคม 2554




วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

รมต.พลังงาน มาเป็นประธานเปิด โรงแยกก๊าซ ที่ 6 เสี่ยงสร้างหายนะภัย ประชาชนชาวบ้าน


ควันดำโขมง ม่านพิษทะมึนกั้นฟ้าจนไม่เห็นดาว นั้นมาจากไหน ...


ที่วันนี้ยังแก้ไขอะไรกันไม่ได้ เพราะความไม่เสถียรในการผลิต แล้วส่งต่อไปให้โรงงานอื่นๆ ผลิตต่อ มันใช้ไม่ได้ มันจึงต้องเผาทิ้ง จนควันดำโขมงทั้งมาบตาพุด ... ความไม่เสถียรของโรงแยกก๊าซ ที่ 6 ที่ส่งก๊าซต่อไปให้ อีก 6-7 โรงงานนั่น เมื่อก๊าซที่ส่งไป มันไม่มีคุณภาพ ของเสียมากมาย จึงออกมาที่ปลายปล่อง ที่ไม่รู้ว่า อะไรอันตรายแค่ไหน ที่บอกว่าไม่อันตราย แต่ก้อเหม็นได้จนสำลักเจ็บอกซ้ำซาก ทุกดึกดื่นค่ำคืน ... นั่น

ใครจะแก้ล่ะ ปัญหานี้ ที่มาจากความไม่เสถียรของการผลิด หรือมาจากความไม่เสถียรของโครงสร้างแน่ที่ทำให้เครื่องจักรกลไก มันทำงานไม่ได้ตามปกติ
(รมต.พลังงาน คนใหม่ ที่มีฝีมือจะแก้ได้มั้ย /// จะปล่อยทิ้งปัญหาหรือไม่)

ถ้าไม่เร่งรีบมักง่าย ตอนก่อสร้างทำให้ฐานมันมั่นคงแข็งแรง ไม่ทรุด แนวแกนเครื่องจักรเอียงทำงานไม่เต็มร้อยเครื่องร้อนจัด การผลิตคงไม่มีปัญหา นี่ไหน การผลิตไม่สมบูรณ์ / ทรุดพังเล็กน้อย ท่อ-ข้อต่อ บิแตก ทำแก๊สรั่วได้อีก แม้ LPG มันไม่มีพิษมาก แต่ถ้ามันเกิดไฟไหม้ ระเบิดนั่น ใครจะรับผิดชอบ ถ้าบังเอิญมาลุกลามจนคุมไม่ได้ แบบอเมริกา แบบจีน แบบเม็กซิโกนั่น ฯ

ประชาชนชาวบ้าน ต้องรับเวรรับกรรม ที่ไม่ได้ก่อกันหรืออย่างไร ///

ถ่ายโอนอำนาจมาแล้ว ปัญหาที่ถ่ายโอนมา ... ก้อควรเยียวยาให้เสร็จด้วย


รมต. พลังงานคนใหม่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ 
มาเป็นประธานเปิดโรงแยกก๊าซ ที่ 6 เสี่ยงสร้างหายนะภัย กับ คลังก๊าซ LNG

 รับถ่ายโอนอำนาจมาแล้ว ปัญหาที่ถ่ายโอนมา ... ก้อควรเยียวยาให้เสร็จด้วย





วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

ร้องเรียน ผ่าน FACEBOOK เรื่องโรงแยกก๊าซใหม่ ปตท.เสี่ยง

ได้นำข้อมูล ความเสี่ยง เสนอต่อ รมต.ใหม่ที่เกี่ยวข้อง 2 ท่าน กับข้อความง่ายๆ สั้น
ฝากข้อมูลเรื่องนี้ เพื่อพิจารณา ด้วยครับ

เจโทร(กรุงเทพ) นักลงทุนญี่ปุ่น ห่วงมาบตาพุด จะเป็นเหมือนญีปุ่นฯhttp://khonmaptaphut.blogspot.

* ขอความเห็นในฐานะที่เกี่ยวข้องต
ามหน้าที่ ว่าควรแก้ไขอย่างไรครับ กรณีเสี่ยงภัยนี้ *


ร้องเรียน ผ่าน รมต. กระทรวงพลังงาน ผู้กำกับดูแล ปตท.

ร้องเรียน ผ่าน รมต. กระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของ ปตท.

 ร้องเรียนผ่าน นายปราโมทย์ ไม้กลัด (มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติ แห่งชาติ)

ร้องเรียน ผ่าน ผศ.รังสรรค์ วงศ์บุญ (โยธา)

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เงินอุดหนุน ก๊าซ แอลพีจี และ ปตท.ส่อเค้าเดี้ยง ถ้าไม่เลี้ยงไข้

"แต่ปรากฏว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการของ ปตท.ต้องนำก๊าซแอลพีจีไปใช้ เป็นผลทำให้ก๊าซแอลพีจีไม่เพียงพอและต้องมีการนำเข้าปีละกว่า 400,000 ตัน และเนื่องจากก๊าซแอลพีจีที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงกว่าที่ผลิตในประเทศ ปตท.จึงขอให้รัฐบาลชดเชยค่าก๊าซแอลพีจีโดยเรียกเก็บจากกองทุนน้ำมัน โดยอ้างว่าเพื่อมาตรึงราคาแอลพีจีให้กับผู้บริโภค
ทุกวันนี้ภาคประชาชน (หุ้งต้มครัวเรือน + ยานยนต์) มีปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจี ประมาณ 2.9 ล้านตัน ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้สูงถึง 2.3 ล้านตัน ดังนั้นเงินที่ประชาชนต้องจ่ายในกองทุนจากน้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 4 บาทต่อลิตร, จากเบนซิน 91 จำนวน 3.1 บาทต่อลิตร, จากดีเซลหมุนเร็ว 1.5 บาทต่อลิตร, จากไบโอดีเซล 1 บาทต่อลิตร, จากแก๊สโซฮอลล์ 95 จำนวน 0.70 บาท ฯลฯ โดยอ้างว่าส่วนหนึ่งนำมาอุดหนุนก๊าซแอลพีจีเพื่อช่วยเหลือคนจนนั้น... แท้ที่จริงแล้ว “การที่ต้องให้ผู้ใช้น้ำมันจ่ายเงินเพิ่มให้เข้ากองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจี โดยไม่แบ่งแยกประเภทการใช้งาน” ก็คือการขูดรีดจากผู้ใช้น้ำมันมาเอื้อประโยชน์ให้กับมหาเศรษฐีกลุ่มปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท.เพื่อให้ได้ต้นทุนแอลพีจีในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลกเพื่อสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้น โดยเอาคนยากจนมาบังหน้าเท่านั้น"
โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 2 สิงหาคม 2554 15:19 น.
คาดการณ์เอาไว้ว่า ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554 มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กับพวกอีก 8 คน จะดำเนินการฟ้อง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้แสดงว่าการกระทำที่ขัดผลประโยชน์และธรรมาภิบาลตกเป็นโมฆะ ให้ทวงคืนสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ได้มาจากอำนาจมหาชนของรัฐและขอให้เพิกถอนใบหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้มาโดยวิธีฉ้อฉล
โดยมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กับพวกอีก 8 คน ได้ระบุในคำฟ้องความตอนหนึ่งว่า “เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ติดต่อกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีบุคคลบางกลุ่มประกอบด้วยบุคคลในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ บุคคลในคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น กรรมการ ผู้ว่าการฯ และพนักงานของ ปตท. บางคน ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าแย่งชิงทรัพย์สินของรัฐและประชาชนในกิจการธุรกิจของ ปตท. ไปเป็นของตนและพรรคพวก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ คณะบุคคลดังกล่าวข้างต้นจึงได้ร่วมกันทุจริตเชิงนโยบายและดำเนินการร่วมกันเข้าแย่งชิงทรัพย์สินของ ปตท. เข้าเป็นของตนเองและพรรคพวก ด้วยวิธีการอันฉ้อฉล แยบยล” ทั้งนี้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินได้ฟ้องว่าการกระทำดังกล่าวไม่ควรจะมีการแปรรูปขายหุ้น ปตท. จากที่กระทรวงการคลังซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐเดิมถือหุ้นอยู่ 100% มาเหลือเพียง 51% เพราะอันที่จริง ปตท.ขณะนั้นมีกำไรกว่า 2 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังสามารถระดมทุนได้ด้วยวิธีการอื่น เช่น การออกหุ้นกู้ การออกพันธบัตรโดยที่รัฐบาลไม่ต้องค้ำประกัน แต่การอ้างว่าต้อง แปรรูปโดยการขายหุ้นสามัญ ประการต่อมาก็คือการจัดการประเมินราคาสินทรัพย์ของ ปตท. ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อส่งผลทำให้มูลค่าหุ้นที่ขายนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อให้คนที่ได้หุ้นไปนั้นสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลหลังจากนั้น ตัวอย่างแรกก็คือ ก่อนการแปรรูป ปตท. ได้ประเมินมูลค่าทางบัญชี (Book Value) ท่อก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผูกขาดและสร้างมาจากภาษีอากรประชาชนชาวไทยและการค้ำประกันจากรัฐบาล เพื่อการแปรรูปไว้ที่ 46,189 ล้านบาท โดยคิดฐานมาจากอายุการใช้งานเพียง 25 ปี แต่ในความเป็นจริงมีอายุใช้งานถึง 50 ปี ภายหลังต่อมาหลังจาก ปตท. ได้แปรรูปไปแล้วได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษา 2 แห่งประเมินทรัพย์สินท่อก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) ถึง 105,000 - 120,000 ล้านบาท แม้ในเวลาต่อมาศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 ให้ ปตท.ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่รัฐ (ตามคำฟ้องของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค) โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตีประเมินมูลค่าระบบท่อส่งก๊าซเพื่อเรียกคืนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดราคา 53,393 ล้านบาท แต่ ปตท.ก็ส่งคืนเพียงแค่ 16,176 ล้านบาท ถึงวันนี้ผ่านมาหลายรัฐบาลก็ยังไม่มีใครสนใจทวงคืนท่อก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ให้กลับมาเป็นของรัฐตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแต่ประการใด เช่นเดียวกันกับกรณี ปตท.ได้ลงทุนสร้างโรงกลั่นขนาดใหญ่เป็นบริษัทในเครือที่ชื่อ บริษัท โรงกลั่นระยอง จำกัด ประมาณ 50,000 ล้านบาท พอหักค่าเสื่อมทางบัญชีปีละ 10% ผ่านไป 10 ปี ในปี พ.ศ.2544 ปตท.จึงบันทึกมูลค่าทางบัญชีโรงกลั่นแห่งนี้ก่อนการแปรรูปเหลือเพียง 1 บาท แต่ในความเป็นจริงโรงกลั่นดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 15 ปี อีกทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมันต้องมีใบอนุญาตจากรัฐบาลและต้องผ่านกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อม จึงไม่มีทางที่จะมีมูลค่าเหลือ 1 บาทได้ โดยต่อมา บริษัท โรงกลั่นระยอง จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในเดือนมิถุนายน 2549 มูลค่ากลับเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 50,000 ล้านบาท ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็เพื่อทำให้การประเมินราคาทรัพย์สินให้ต่ำกว่าตลาด ก็เพื่อให้ปตท.เปิดจองหุ้นให้เหลือเพียง 31-35 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นการทำให้ราคาหุ้นที่ขายออกไปต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพย์สินของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นทรัพย์สินของคนไทยทั้งชาติ แต่กรรมการของ ปตท. ในสมัยนั้นกลับมีการกำหนดการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ ปตท. จำนวน 25 ล้านหุ้นในราคาพาร์ 10 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าหุ้นเปิดจองให้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คณะกรรมการ ปตท.กำหนด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ทรัพย์สินของบุคคลเหล่านี้เลย หลังจากนั้นกระบวนการกระจายหุ้นที่เหลืออีก 775 ล้านหุ้นที่แสนอัปยศ และแสนอัปลักษณ์ที่สุดในโลกก็เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยขายให้กับสถาบันในประเทศ 235 หุ้นที่ขาดความโปร่งใสและธรรมาภิบาลขายให้กับนักลงทุนต่างชาติ 320 ล้านหุ้นส่วนใหญ่ก็เป็นทรัสต์ที่ดูแลทรัพย์สินของผู้อื่นและตรวจสอบไม่ได้และไม่มีการเปิดเผยถึงบุคคลในรัฐบาลบางคนได้รับผลประโยชน์ผ่านกองทุนต่างชาติอันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนการกระจายหุ้นรายย่อยนั้นมีอยู่เพียง 220 ล้านหุ้น มีการลัดคิวใช้เส้นสามารถเข้าซื้อจองก่อนเวลา 9.30 น. ถึง 863 ราย โดย ปตท.และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้สมคบร่วมกันช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ เข้าแย่งชิงหุ้นด้วยการปิดบัง ซ่อนเร้น นอกจากนี้ยังพบคนมีเส้นที่สามารถเข้าจองซื้อหุ้นได้มากกว่า 1 ใบจองถึง 428 ราย เป็นจำนวนหุ้นกว่า 67 ล้านหุ้น อันเป็นการขัดต่อเงื่อนไขที่ปรากฏตามหนังสือชี้ชวน ข้อสำคัญคือ 863 รายที่ใช้เส้นลัดคิวซื้อหุ้น ปตท.ก่อน 9.30 น. กับอีก 428 ราย จองซื้อหุ้นได้มากกว่า 1 ใบจองผิดเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวนนั้น มีนามสกุลและเป็นญาติพี่น้องกับนักการเมืองในรัฐบาลเวลานั้นจำนวนมาก ต่อมาหลังมีการแปรรูป ปตท. แล้ว ก็ได้มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนโยบายพลังงาน และกระทรวงพลังงาน ไปเป็นกรรมการ ปตท. ถือว่ามีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ชัดเจน เพราะด้านหนึ่งก็สวมหมวกเป็นข้าราชการดูแลนโยบายพลังงานให้เป็นธรรมกับประเทศชาติและประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งกลับไปเป็นกรรมการที่สามารถรับผลประโยชน์จากกำไรของ ปตท.ได้ นอกจากนี้คณะกรรมการกิจการพลังงานได้นำมูลค่าท่อก๊าซที่ประชาชนถูกยักยอกไป มาคำนวณปรับอัตราค่าบริการส่งก๊าซให้สูงขึ้นทั้งๆ ที่ ปตท.ไม่ได้ลงทุนเพิ่มเติมในระบบ ก็เพื่อสร้างกำไรให้มากขึ้นขูดรีดคิดค่าใช้บริการขนส่งก๊าซผ่านท่อจากประชาชนมากขึ้น ส่งผลกระทบถึงค่าเอฟทีไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระเกินความจำเป็น เพราะข้าราชการประจำกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารสำนักนโยบายและแผนทางพลังงาน ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนรับผลประโยชน์จาก ปตท. และบริษัทในเครืออีกจำนวนมาก ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ลามไปถึงฝ่ายการเมือง ทำให้กระทรวงการคลังได้ประเมินค่าเช่าท่อก๊าซและอุปกรณ์ของ ปตท.ระหว่างปี พ.ศ. 2544 จนถึง พ.ศ. 2551 เป็นเงิน 1,300 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ ปตท.ได้เรียกเก็บค่าใช้ท่อก๊าซจากประชาชนไปแล้วถึง 137,176 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างจากที่กระทรวงการคลังเรียกเก็บถึง 104.52% สูตรราคาน้ำมันก็เช่นกัน ปตท. ได้อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์ + ค่าโสหุ้ยในการส่งน้ำมันสำเร็จรูป+ค่าสูญเสียระหว่างการขนส่ง+ค่าปรับปรุงคุณภาพจากมาตรฐานสิงคโปร์มาเป็นมาตรฐานประเทศไทย+ค่าประกันภัยที่ขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเลย เพราะโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่ในประเทศไทยอีกทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนหนึ่งก็ผลิตได้ในประเทศไทย แต่การตั้งสูตรน้ำมันแบบนี้ทำให้ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ำมันสูงกว่าปกติถึงลิตรละ 2 บาท จึงเป็นกำไรส่วนเกินให้กับสูตรราคาตลาดเทียมถึงปีละ 80,000 ล้านบาท ในทางกลับกันประเทศไทย “ส่งออกน้ำมันในราคาต่ำกว่าที่ขายให้กับคนไทย” โดยใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ - ค่าโสหุ้ยในการส่งน้ำมันสำเร็จรูป - ค่าสูญเสียระหว่างการขนส่ง - ค่าปรับปรุงคุณภาพจากมาตรฐานสิงคโปร์มาเป็นมาตรฐานประเทศไทย - ค่าประกันภัยที่ขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย นอกจากนี้ ปตท. เป็นผู้ประกอบการรายเดียวในกิจการแยกก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซเอ็นจีวีที่ผลิตได้ในประเทศมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้สำหรับภาคครัวเรือนและยานยนต์ทั้งประเทศ แต่ปรากฏว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการของ ปตท.ต้องนำก๊าซแอลพีจีไปใช้ เป็นผลทำให้ก๊าซแอลพีจีไม่เพียงพอและต้องมีการนำเข้าปีละกว่า 400,000 ตัน และเนื่องจากก๊าซแอลพีจีที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงกว่าที่ผลิตในประเทศ ปตท.จึงขอให้รัฐบาลชดเชยค่าก๊าซแอลพีจีโดยเรียกเก็บจากกองทุนน้ำมัน โดยอ้างว่าเพื่อมาตรึงราคาแอลพีจีให้กับผู้บริโภค ทุกวันนี้ภาคประชาชน (หุ้งต้มครัวเรือน + ยานยนต์) มีปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจี ประมาณ 2.9 ล้านตัน ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้สูงถึง 2.3 ล้านตัน ดังนั้นเงินที่ประชาชนต้องจ่ายในกองทุนจากน้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 4 บาทต่อลิตร, จากเบนซิน 91 จำนวน 3.1 บาทต่อลิตร, จากดีเซลหมุนเร็ว 1.5 บาทต่อลิตร, จากไบโอดีเซล 1 บาทต่อลิตร, จากแก๊สโซฮอลล์ 95 จำนวน 0.70 บาท ฯลฯ โดยอ้างว่าส่วนหนึ่งนำมาอุดหนุนก๊าซแอลพีจีเพื่อช่วยเหลือคนจนนั้น... แท้ที่จริงแล้ว “การที่ต้องให้ผู้ใช้น้ำมันจ่ายเงินเพิ่มให้เข้ากองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจี โดยไม่แบ่งแยกประเภทการใช้งาน” ก็คือการขูดรีดจากผู้ใช้น้ำมันมาเอื้อประโยชน์ให้กับมหาเศรษฐีกลุ่มปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท.เพื่อให้ได้ต้นทุนแอลพีจีในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลกเพื่อสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้น โดยเอาคนยากจนมาบังหน้าเท่านั้น นอกจากนี้ การกำหนดสัดส่วนปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ของก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ ซึ่งมาตรฐานสากลกำหนดให้มีได้ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อมา กรมธุรกิจพลังงาน กลับได้ออกประกาศกรมธุรกิจพลังงานเรื่องกำหนดลักษณะและคุณภาพของก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ พ.ศ. 2552 กำหนดให้คาร์บอนไดออกไซด์ต้องไม่เกินร้อยละ 18 ทำให้ ปตท.สามารถเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในก๊าซเอ็นจีวีเพิ่มอัตรากำไรสูงขึ้น และให้ประชาชนกลับเป็นผู้แบกรับมากขึ้น นี่คือกระบวนการที่สร้างกำไรอย่างสุดอัปลักษณ์ที่สุดของ ปตท. ทั้งการแปรรูปที่ไม่โปร่งใส ญาติโกโหติกาได้หุ้น ปตท.ในราคาต่ำกว่าตลาดด้วยการประเมินทรัพย์สินที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และเมื่อแปรรูปได้แล้วก็ยังใช้อำนาจทั้งข้าราชการและนักการเมืองเอื้อประโยชน์ให้เกิดกำไรอย่างมหาศาลและแยบยล เพื่อให้กำไรเหล่านั้นตกอยู่กับคนเพียงไม่กี่คนบนความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศอย่างไม่เป็นธรรม การฟ้องต่อศาลปกครองโดยมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้นำคดีนี้ขึ้นพิสูจน์ความจริง และทำให้การแปรรูปและกระจายหุ้นที่ไม่โปร่งใสและขาดหลักธรรมาภิบาลต้องเป็นโมฆะ เพื่อให้ทรัพย์สินกลับไปสู่สถานะเดิมที่รัฐถือหุ้น 100% ส่วนใครที่เสียหายจากการที่หุ้น ปตท. เป็นโมฆะ ก็ขอให้ไปไล่เบี้ยเอาเองกับเหล่านักการเมืองและข้าราชการที่ทำกรรมหนักต่อประเทศชาติครั้งนี้

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ก๊าซพิษก๊าซเสีย เอาไปต้มก่อนปล่อยสู่อากาศ ชาวบ้านถูกต้มจนสุก! หรือไม่

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) แถลงข่าวเรื่องการให้ความคิดเห็นโครงการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ตามเจตนารมณ์ ในมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ

บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด โครงการจัดทำบัญชีสารอินทรีย์ระเหยง่าย download

นายวีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธาน กอสส.กล่าวว่า กอสส.เข้ามาทำหน้าที่ครบ 1 ปี ทางคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แต่งตั้งให้พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ได้ส่งรายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงการสร้างโรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์ และเอทธิลีนไกลคอน ส่วนขยายของบริษัท ทีโอซี ไกลคอน จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จ.ระยอง ซึ่งคชก.พิจารณาผ่านแล้ว แต่รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 67 วรรคสอง กำหนดให้ส่ง กอสส.พิจารณาให้ความเห็นชอบประกอบ ก่อนส่งให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้อนุมัติ ถือเป็นรายแรกที่ กอสส.พิจารณา

“ จากการลงพื้นที่พิสูจน์ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่เห็นชอบ ที่จะอนุญาตให้โรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์ และเอทธิลีนไกลคอน ส่วนขยาย ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอน จำกัด ดำเนินการได้ ” นายวีรวัธน์ กล่าว

นส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง รองประธานอนุกรรมการพิจารณาโครงการ กล่าวว่า กอสส.มีเหตุผลถึง 12 ประการ ที่ไม่ให้ความเห็นชอบกับโครงการนี้ คือ 1.เหตุผลด้านวิศวกรรมไม่ครบถ้วน กระบวนการทางวิศวกรรมมีความปลอดภัยไม่เพียงพอ 2.การจัดการมลพิษขาดความชัดเจน 3.การจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขาดความชัดเจน 4.ขาดการประเมินความเสี่ยงอันตรายร้ายแรงในโรงงาน 5.ไม่ระบุการประเมินความเสี่ยงและศักยภาพการรองรับการวิจัย 6.ขาดความชัดเจนเรื่องแผนงานความปลอดภัยทั้งโรงงานและในชุมชน 7.ขาดการประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายร้ายแรงบางชนิด เช่น ฟอร์มัลดิไฮด์ อะซิทัลดีไฮด์ ไวนิลคลอไรด์

8.มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและขีดความสามารถที่จำกัดของระบบสาธารณะสุขใน พื้นที่ 9.การมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่ครอบคลุม ไม่ครบถ้วนขาดข้อมูลที่ชัดเจน 10.ไม่มีมาตรการด้านการจัดการผังเมือง พื้นที่กันชนและแนวป้องกันมลพิษ 11.ขาดการประเมินสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เป็นภาพรวม รวมทั้งศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมในพื้นที่มาประเมินร่วมกับผลกระทบของ โครงการ 12.ข้อมูลบางส่วนในอีเอชไอเอมีความคลาดเคลื่อนข้อเท็จจริงบางประการ

นส.ศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการกอสส. กล่าวว่า อาจจะสงสัยว่า คชก.พิจารณาแล้วผ่าน แต่ทำไมกอสส.จึงท้วงติงหลายข้อ ขอเรียนว่า คชก.พิจารณาจากเอกสารเท่านั้น แต่กอสส.ลงพื้นที่ และและพิจารณาจากหลายแนวทาง และหลายขั้นตอน ทั้งนี้กอสส.มีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย และประกาศให้สาธารณะรับรู้เท่านั้น หน่วยงานผู้พิจารณาอนุมัติอาจจะไม่เห็นชอบตามที่กอสส.พิจารณาก็ได้ หลังจากนี้ กอสส.จะส่งเรื่องนี้ให้กนอ.และให้คณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นอิสระ ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานรับทราบ

เมื่อถามว่า เป็นโครงการแรกที่กอสส.พิจารณาแต่กลับไม่ผ่านด้วยเหตุผลมากมายเช่นนี้ จะทำให้โครงการอื่นๆ เกิดความขยาดกลัวหรือไม่ นส.ศยามลกล่าวว่า ในแง่การลงทุนหลายแห่งอาจจะวิตกกังวลอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามขอเรียนว่า กอสส.ไม่ได้ตั้งป้อมเพื่อคัดค้าน แต่ทำงานแบบตรงไปตรงมา มั่นใจว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ทางโครงการยินดีและสามารถปรับปรุงแก้ไขอยู่แล้ว

ที่มา มติชน วันที่ 22 มิถุนายน 2554

ประกาศเรื่องการจัดรับฟังความคิดเห็นฯโครงการ บริษัท ที โอ ซี ไกลคอล จำกัด

สผ.ได้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และแยกหรือแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ ในการประชุมครั้งที่ 7/2554 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2554 ซึ่งคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพโครงการโรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์และเอทธิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด (รายละเอียดดังแนบ กดเพื่อโหลดเอกสาร)

ในการนี้ กนอ. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียสำหรับโครงการโรงงานผลิต เอทธิลีนออกไซด์และเอทธิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด (รายละเอียดดังแนบ) - คำสั่งที่ 82/2254 ลงวันที่ 29 เมษายน 2554